เที่ยวเสียมเรียบ, กัมพูชา – ตอนจบ

          เมื่อวานนี้เล่าค้างเอาไว้ ความจริงกลับจากนครวัดแล้วยังมีกิจกรรมสำคัญอีกหนึ่งอย่าง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ครั้นจะไม่เอ่ยถึง เดี๋ยวทางมิชลินแอบมาเห็นจะตำหนิเอาได้ ไหนๆ เขาก็ชวนไปเที่ยวฟรีตลอดรายการแล้ว กิจกรรมที่จะเอ่ยถึงก็คืองานเลี้ยงที่เรียกว่า Grand Dinner ซึ่งทางมิชลิน ทุ่มทุนสร้างอย่างอลังการโดยจัดงานขึ้นบริเวณสระน้ำของโรงแรม Sofitel Phokeethra Royal Angkor Hotel งานนี้อาหารและเครื่องดื่มมีบริการไม่อั้น เรียกว่าถ้ามีกระเพาะใส่ได้ก็ใส่เข้าไป นอกจากนั้นยังมีการแสดงๆ ของชาวคณะนาฏศิลป์กัมพูชา ซึ่งถ้าไม่บอกก็แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นคนกัมพูชาหรือคนไทยกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาของนักแสดงเอง หรือจะเป็นชุดที่ใช้ในการแสดง และท่าการร่ายรำของสาวกัมพูชาก็ละหม้ายคล้ายคลึงกับของไทยมากๆ แต่ที่แปลกใจก็มีการแสดงอยู่ชุดหนึ่ง คิดว่าเป็นการแสดงโขนเหมือนบ้านเรา เพราะมีการแต่งกายเหมือนกัน แต่ทำไมหนุมานบ้านเขาถึงแต่งชุดสีน้ำเงิน เพราะเท่าที่จำได้ หนุมานนั้นน่าจะใส่ชุดสีขาวนี่หน่า หรือว่าชุดสีขาวซักไม่ทันแห้ง ฮ่าๆๆๆ นั่งรับประทานอาหารไป ดูการแสดงไป ยังเผลอคิดไปว่ากำลังนั่งอยู่ภายในบริเวณโรงแรมใดโรงแรมหนึ่งในเมืองไทยของเราซะอีก เพราะไม่มีอะไรทำให้รู้สึกว่ากำลังนั่งอยู่บนแผ่นดินกัมพูชา หรืออาจจะเป็นเพราะตัวโรงแรมเองคนไทยก็เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นไม้หรือวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งโรงแรมก็นำมาจากเมืองไทยแทบทั้งนั้น

          กว่างานเลี้ยงจะจบลงก็ปาเข้าไปเกือบ 5 ทุ่ม เอาละซิ… เพราะวันนี้ทั้งวันก็เดินชมปราสาทต่างๆ รวมระยะทางแล้วคงหลายกิโลเมตร จึงทำให้ออกอาการเมื่อยล้า แล้วรุ่งขึ้นจะต้องไปออกรอบตีกอล์ฟอีก สงสัยจะแย่ มีเพื่อนๆ ที่ร่วมคณะไปด้วย (แต่พวกเขาไม่ได้ไปตีกอล์ฟ) มาชวนออกไปร้องคาราโอเกะในตัวเมือง ผมก็เลยต้องปฏิเสธ เพราะต้องรีบพักผ่อนเอาแรงไว้ต่อสู้ในสนามกอล์ฟอีก ความจริงก็อยากไปดูบรรยากาศร้านคาราโอเกะในเสียมเรียบเหมือนกันนะ เพราะไม่รู้จะมีโอกาสได้แวะไปอีกเมื่อไหร่ แต่ก็ต้องตัดใจเข้านอน ทั้งๆ ที่ยังไม่ง่วง

          เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเตรียมตัวออกไปตีกอล์ฟที่สนาม Phokeethra Country Club สภาพสนามกอล์ฟที่นี่ดูๆ แล้วสู้เมืองไทยไม่ได้ครับ แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆ ก็ได้ขึ้นชื่อว่ามีตีกอล์ฟต่างประเทศแล้ว การตีกอล์ฟครั้งนี้ ทางมิชลินเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นโดยมีถ้วยรางวัลด้วย ทั้ง Low Gross, Low Net แล้วก็ Booby (บู้บี้ หรือรองบ๊วย) มีผู้เข้าร่วมแข่งขันด้วยกัน 14 คน ความจริงแอบหวังในใจว่าคราวนี้น่าจะได้ Low Net เพราะจำนวนคนไม่มาก แต่คาดการณ์ผิดถนัดครับ เพราะแต่ละคนที่มาร่วมแข่งขันนี่ อุตส่าห์หอบไม้กอล์ฟส่วนตัวขึ้นเครื่องกันมาแทบทุกคน มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ไม่ได้นำไม้กอล์ฟส่วนตัวมาด้วย ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะไม่อยากเป็นภาระ ไหนๆ ทางมิชลินก็บอกแล้วว่า ไปแต่ตัวกับหัวใจ อุปกรณ์ทุกอย่างทางมิชลินเช่าให้ที่สนามกอล์ฟ ที่ผมบอกว่าคาดการณ์ผิดถนัด เพราะแต่ละคนนี่ฝีมือระดับแนวหน้าทั้งนั้น โอกาสที่จะพลาดท่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย พอออกรอบไปได้ 3 หลุม Score ก็ยังพอมีลุ้น แต่พอเข้าหลุม 4 เท่านั้นแหละครับ รถหมูคว่ำเทกระจาด หลุมนี้ตีเกินไป 4 เท่านั้นยังไม่พอ หลุม 5 ยังกู่ไม่กลับหลุดออกไปอีก 3 ผ่านไป 5 หลุมเกินไป 7 ก็เริ่มถอดใจแล้วละครับ ไม่ว่าจะเป็นถ้วย Low Gross หรือ Low Net คงไม่ต้องพูดถึง เลยเปลี่ยนใจมาลุ้นถ้วยบู้บี้ดีกว่า ฮ่าๆๆๆ หลังจากนั้นก็ตีแบบสนุกสนาน ฮาเฮ ด้วยการสอนภาษาไทยแคดดี้ไปด้วย เพราะดูแล้วไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเคร่งเครียดหรือพิถีพิถันในการตีแต่ละช็อตอีกแล้ว มาพูดถึงแคดดี้ที่นี่ ส่วนมากจะพูดไทยได้นิดหน่อย ภาษาอังกฤษพอได้บ้าง แต่อย่าถามระยะนะครับว่าเหลืออีกเท่าไหร่ เพราะบอกไม่เคยตรงกับสายตาเราเลย บอกเหลืออีก 150 หลา แต่ดูแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 180 หลา สุดท้ายก็คงต้องกะระยะเอาเองละครับ การถามไลน์พัตลูกก็เหมือนกัน เขาก็พอบอกได้ว่า Left or Right, inside or outside แต่เท่าไหร่นั้นก็กะเอาเองละครับ สนุกไปอีกแบบ อ้อ…กรีนที่นี่แต่ละหลุมก็ไม่เท่ากันนะครับ บางหลุมก็เร็ว บางหลุมก็ฝืด ถือว่าท้าทายดีเหมือนกัน

          จบการแข่งขันก่อนเที่ยง ทางมิชลินก็พาไปเลี้ยงอาหารกลางวันในเมือง แล้วก็ประกาศผลการแข่งขัน ปรากฏว่าสมใจอยากเลยครับ เพราะได้ถ้วยบู้บี้จริงๆ Score น้อยกว่าคนบ๊วยอยู่ 7 แต้มครับ แต่ขออนุญาตเก็บเป็นความลับนะครับว่าวันนั้นตีเข้ามาด้วย Score เท่าไหร่ กลัวใครเข้ามาเห็นเข้า… อายแย่เลย ความจริงแล้วถ้วยบู้บี้นี่ได้ยากกว่าถ้วยรางวัลชนะเลิศทั้ง Low Gross และ Low Net นะครับ เพราะจะทำยังไงให้รองบ๊วยได้ในเมื่อเราไม่มีสิทธิรู้เลยว่าคนที่ได้บ๊วยนั้นจะตีออกเท่าไหร่ ถ้าเราตีเละเทะมาก เราก็อาจจะบ๊วยซะเอง แต่ถ้าตีอยู่กลุ่มกลางๆ ก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง ถ้วยบู้บี้จึงถือเป็นถ้วยที่ทุกคนฮือฮาทีเดียว ความจริงถ้วยก็สวยดีนะครับ ส่วนเหรียญที่เห็นนั้น ทางมิชลินทำมาแจกเป็นรางวัลสำหรับพาร์ 3 โดยเฉพาะคนที่ตีใกล้ธง แต่เขาทำมาเยอะ เลยเหลือแจกให้ทุกคน เดี๋ยวจะคิดว่าผมได้รางวัลตีใกล้ธงอีก ฮ่าๆๆๆ

          สรุปแล้ว… การเดินทางไปเที่ยวเสียมเรียบกับคณะมิชลินในครั้งนี้ได้ทั้งความสนุกสนาน และได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก รวมทั้งปราสาทและโบราณสถานอีกมากมาย คงต้องขอขอบคุณมิชลินมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ปีหน้าจะพาไปที่ไหนอีกอย่าลืมมาชวนกันอีกละครับ …

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To Siem Reap – Day 1
Trip To Siem Reap – Day 2
SlideShow – Trip To Siem Reap 2010

เที่ยวเสียมเรียบ, กัมพูชา – วันที่สอง

          กว่าจะมีเวลามาเล่าต่อจากวันแรกก็เกือบลืมไปเหมือนกันว่าเล่าถึงไหนแล้ว ใครที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่วันแรกคงยังพอจำได้นะครับ งั้นมาต่อกันเลยดีกว่า วันที่สองของการมาเที่ยวกัมพูชาเริ่มด้วยการไปทำบัตรผ่านประตูเพื่อเข้าชมปราสาทต่างๆ ในจังหวัดเสียมเรียบ เป็นบัตรสำหรับ One Day Pass ราคา US$20 (ประมาณ 600 บาทไทย) ถ้าจำไม่ผิด สถานที่ทำบัตรดังกล่าวน่าจะอยู่ที่ทางเข้านครธม (Angkor Thom) การทำบัตรก็เพียงเอาหน้าของเราไปยืนหน้ากล้องของเขาแล้วเขาก็จะพิมพ์บัตรพร้อมมีรูปของเราติดอยู่เรียบร้อยตามภาพที่เห็นนั่นแหละครับ

          เมื่อได้บัตรเรียบร้อยก็เดินทางไปยังปราสาทบันทายศรี (Banteay Srei) หรือชาวกัมพูชาจะออกเสียงว่า “บันเตียเสร่ย” ซึ่งแปลว่า ป้อมสตรีหรือปราสาทสตรี ปราสาทแห่งนี้เขาว่ากันว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดของกัมพูชา เพราะสร้างด้วยหินทรายสีชมพูซึ่งหายาก และฝีมือการแกะสลักลวดลายเป็นภาพนูนต่ำก็ละเอียดประณีตบรรจงกว่าปราสาทอื่นๆ ตามประวัติศาสตร์ เชื่อกันว่าปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระอิศวร ซุ้มประตูทางเข้าปราสาทจะมีภาพแกะสลักเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณลวดลายมีความละเอียดสวยงามมากๆ ส่วนซุ้มประตูทางด้านซ้ายมือจะมีรูปแกะสลักเป็นพระอิศวรทรงโคและมีพระอุมาเทวีประทับอยู่ด้านซ้าย ซุ้มประตูทางด้านขวามือก็จะมีรูปแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์ ภายในบริเวณปราสาทบันทายศรีนี้ไม่กว้างขวางอะไรมาก ถือว่าเป็นปราสาทเล็กๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นเสา กำแพง หรือแม้แต่ขอบประตู จะต้องมีรูปแกะสลักอยู่ทุกตารางนิ้ว สำหรับผู้ที่มีความชื่นชอบในศิลปะแบบนี้ ผมว่าใช้เวลาทั้งวันในการศึกษาหรือเก็บภาพต่างๆ ก็ไม่หมดครับ แต่สำหรับผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้ด้านโบราณสถานสักเท่าไหร่ ได้แต่จำๆ ที่ไกด์เขาอธิบายให้ฟังแล้วเอามาเล่าต่อนี่แหละครับ ถ้าอยากจะศึกษาความเป็นมาโดยละเอียดจริงๆ ก็เชื่อว่าคงสามารถหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ได้ไม่ยากนัก

  

  

          ออกจากปราสาทบันทายศรีก็กลับเข้าตัวเมืองเสียมเรียบอีกครั้ง เพื่อไปยังปราสาทตาพรหม ได้ข่าวแว่วๆ ว่าปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกใหม่อีกชื่อว่า “ปราสาทแองเจลิน่า โจลี่” เพราะเรียกตามชื่อดาราแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider เชื่อกันว่าปราสาทตาพรหมนี้ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระมารดาของพระองค์ จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้ก็คือ มีต้นสะปงขนาดยักษ์ขึ้นอยู่บนหลังคาของปราสาท แล้วรากของต้นสะปงก็โอบรัดตัวปราสาทเอาไว้หลายต้นทีเดียว ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider คงพอจะจำภาพได้ ภายในบริเวณปราสาทตาพรหมก็กว้างขวางพอสมควร แต่ก็ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ปราสาทบางส่วนก็พังทลายลงมาตามกาลเวลา คงต้องรอคอยการบูรณะอีกมากเช่นกัน เดินลัดเลาะไปตามตัวอาคารภายในปราสาท ก็อดจะแหงนขึ้นไปบนเพดานไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าก้อนหินจะขยับและหล่นลงมาตอนไหน ถือว่าเป็นการผจญภัยแบบ Tomb Raider อ้อ…ขอเตือนสาวๆ ที่ไปชมปราสาทแห่งนี้อย่าเผลอคิดว่าตัวเองเป็นแองเจลีน่าโจอี่ละครับ เดี๋ยวจะพลัดตกลงมา คงจะโดนหามส่งโรงพยาบาลกันวุ่นวายทีเดียว รูปแกะสลักภายในปราสาทแห่งนี้คงเทียบอะไรไม่ได้กับปราสาทบันทายศรี การมาเที่ยวชมปราสาทตาพรหมก็คงจะเป็นการมาดูรากไม้และต้นไม้โอบรัดปราสาทหินมากกว่าจะมาดูงานแกะสลักหินที่วิจิตรบรรจง ถือเป็นความแตกต่างที่ลงตัวครับ เรียกว่าได้ดูหลากหลายรูปแบบ

  

  

          ช่วงเช้าก็หมดไปกับการเที่ยวชมปราสาทไปสองแห่งคือปราสาทบันทายศรีกับปราสาทตาพรหม หลังจากเติมพลังด้วยอาหารกลางวันเรียบร้อย ช่วงบ่ายก็ไปต่อกันที่นครธม (Angkor Thom) ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดคือกำแพงแต่ละด้านยาว 3 กิโลเมตร ทำให้มีพื้นที่ทั้งหมด 9 ตารางกิโลเมตร จุดเด่นของนครธมก่อนจะถึงประตูทางเข้าก็คือสะพานหินที่ทอดยาวข้ามคูน้ำไปยังซุ้มประตู เพราะสองข้างของสะพานนั้น เราจะเห็นรูปปั้นเทวดาทางฝั่งซ้ายมือของเรา (ถ้าเรากำลังเดินไปยังซุ้มประตูทางเข้า) และทางฝั่งขวามือของเราจะเป็นรูปปั้นอสูรข้างละ 54 กำลังช่วยกันยื้อยุดฉุดพญานาค ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการกวนเกษียรสมุทร ที่ไทยเราเอามาทำเป็นรูปปั้นจำลองไว้ภายในอาคารผู้โดยสารขาออกที่สนามบินสุวรรณภูมินั่นเอง เสียดายที่ปัจจุบันมีการซ่อมแซมโดยการปั้นส่วนหัวของเทวดาและอสูรที่พังเสียหายขึ้นมาใหม่หลายหัว เลยทำให้ดูแล้วขัดๆ ตายังไงชอบกล เพราะจะมีทั้งหัวใหม่และหัวเก่าปะปนกันไป พอเดินข้ามสะพานดังกล่าวแล้วก็จะเห็นซุ้มประตูทางเข้าที่มีลักษณะโดดเด่นด้วยรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 ด้าน จากซุ้มประตูทางเข้านครธมนี้ไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตรก็จะถึงปราสาทบายน (Bayon) ซึ่งถือเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยความซับซ้อนทั้งในแง่ของโครงสร้างและความหมาย ลักษณะพิเศษของปราสาทแห่งนี้ก็คือ กลุ่มปราสาทจะประกอบไปด้วย 49 หอ แต่พยายามนับแล้วนับได้แค่ 37 หอเอง แต่ละหอจะมีลักษณะเป็นรูปหน้า 4 หน้าหันไป 4 ทิศ แต่โดยเฉพาะหอใหญ่ตรงกลางจะมีมากกว่า 4 หน้า ทั้งหน้าเล็กหน้าใหญ่ ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วมีทั้งหมดกี่หน้า ในใจของผมอยากจะเรียกปราสาทนี้ว่า “ปราสาทรวมหน้า” ตามระเบียงจะมีเสาหินและมักจะมีรูปแกะสลักนูนต่ำเป็นรูปนางอัปสรที่แกะได้สวยงาม ถ้าสังเกตสักนิดจะเห็นว่าส่วนยอดของแต่ละหอจะทำเป็นรูปดอกบัว ซึ่งแตกต่างจากยอดปราสาทอื่นๆ ที่เห็นมา ใครที่ร่ำเรียนมาทางด้านโบราณคดีลองเข้ามาช่วยบอกให้กระจ่างด้วยก็ดีครับว่า ทำไมเขาถึงทำเป็นรูปดอกบัว จะสื่อความหมายอะไร เพราะเท่าที่ทราบปราสาทแห่งนี้ผ่านความเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อทางศาสนามาตั้งแต่คราวนับถือเทพเจ้าฮินดูและพุทธศาสนา

  

  

  

          บรรยากาศใกล้ค่ำแล้ว ก็ได้เวลาไปชมสถานที่สำคัญและเป็นจุดเด่นของการมากัมพูชาครั้งนี้ นั่นก็คือนครวัด (Angkor Wat) ซึ่งก็อยู่ห่างจากนครธมประมาณ 1.5 กิโลเมตรเอง นครวัดเคยได้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และรูปนครวัดก็ยังเป็นรูปที่อยู่บนธงชาติของกัมพูชาอีกด้วย วันนี้ถือว่าเป็นบุญตาที่ได้มาเห็นนครวัดของจริง แต่ก็ทำให้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะเป็นช่วงที่กำลังมีการบูรณะ จึงมองเห็นนั่งร้านและตาข่ายสีเขียวโดดเด่นเป็นสง่า แทนที่จะเห็นภาพนครวัดที่สวยงามตามที่อยากเห็น ทั้งสี่ด้านของนครวัดนี้จะล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ ความกว้างของกำแพงแต่ละด้านคือ 1.5 กิโลเมตร จึงทำให้อาณาเขตของนครวัดมีพื้นที่ 2.25 ตารางกิโลเมตร ตัวปราสาทของนครวัดเองดั้งเดิมนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 9 ปราสาท หรือ 9 ยอด แต่ปัจจุบันจะเหลือยอดปราสาทให้เห็นเพียง 5 ยอด เพราะหักไปแล้ว 4 ยอด ถ้าเราถ่ายรูปจากตรงกลางสะพานทางทิศตะวันตก จะมองเห็นยอดปราสาทเพียง 3 ยอดเท่านั้น เพราะยอดที่ 4 แล้ว 5 จะถูกบังอยู่ด้านหลัง ถ้าจะถ่ายรูปให้มองเห็นยอดปราสาททั้ง 5 ของนครวัด จะต้องเดินเยื้องมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ก็จะทำให้มองเห็นยอดปราสาททั้ง 5 ได้ชัดเจน แถมด้วยเงาของปราสาทที่มองเห็นในน้ำอีกด้วย ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่จะทำให้ได้ภาพสวยๆ กลับมาเป็นที่ระลึก เมื่อเดินเข้าไปภายในบริเวณระเบียงชั้นนอกของตัวปราสาท ก็จะเห็นรูปแกะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับรามายณะ (รามเกียรติ์) ถูกแกะสลักเป็นภาพนูนต่ำบนกำแพงหินด้วยฝีมือที่ประณีต ละเอียด และสวยงามมากๆ (น่าเสียดายที่ผนังวัดบางวัดของเรา อย่างเช่นวัดสุทัศน์ฯ ที่มีภาพวาดลวดลายสวยงามมากๆ แต่ไม่อยู่ได้คงทนเหมือนรูปแกะสลักลงบนหินแบบของนครวัด ภาพวาดของเรานับวันแต่จะหลุดลอกหายไปตามกาลเวลา จนไม่ทราบว่าดั้งเดิมนั้นเป็นภาพวาดเกี่ยวกับอะไร และก็ยังห่วงว่าจะมีการซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ขนาดไหน) นอกจากรูปแกะสลักเรื่องราวรามเกียรติ์แล้ว ก็ยังมีรูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดคือรูปเทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ แต่น่าเสียดายที่ส่วนนี้ปิดเพื่อทำการบูรณะ เลยไม่ได้เข้าไปชมของจริง แต่ก็ยังมีรูปแกะสลักนางอัปสรอีกจำนวน 1,635 นางที่อยู่ในอิรยาบทและการแต่งกายที่ไม่ซ้ำแบบกันเลยให้ได้ชมกันเพลินๆ จนลืมเหนื่อย ส่วนใครที่ชอบความท้าทายก็น่าจะปีนบันไดแคบๆ และมีความลาดชันขึ้นไประเบียงด้านบน ก็จะมองเห็นทัศนยภาพที่แตกต่างออกไป

  

  

  

          วันนี้เป็นการเที่ยวชมโบราณสถานแบบเต็มๆ ใครที่ชอบของโบราณคงจะชื่นชอบเรื่องราวที่ผมนำมาเล่าให้อ่านกันบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใครที่ไม่ค่อยจะมีความรู้หรือสนใจของเก่าสักเท่าไหร่ ก็ถือว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” นะครับ มาถึงตอนนี้ก็หมดไปอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการมาเยือนกัมพูชาแล้ว แต่ก็มีเรื่องมาเล่าให้อ่านอีกนิดหน่อยก่อนจะกลับถึงเมืองไทย

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To Siem Reap – Day 1
Trip To Siem Reap – END
SlideShow – Trip To Siem Reap 2010

เที่ยวเสียมเรียบ, กัมพูชา – วันแรก

          ช่วงนี้คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรลงบล็อกดี บังเอิญว่ามีเดินทางไปโน่นมานี่บ่อย เลยทำให้มีเรื่องการเดินทางมาเล่าสู่กันอ่าน ในระหว่างวันที่ 26 – 28 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับบริษัท สยามมิชลิน จำกัด ซึ่งได้พาลูกค้าที่เขาเรียกว่า VIP End-Users ไปเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดเสียมเรียบ (เสียมราฐ) ประเทศกัมพูชา ครั้งแรกที่ทางมิชลินแจ้งมาก็ไม่ค่อยสนใจนัก เพราะในใจคิดว่าประเทศกัมพูชาคงไม่มีอะไรน่าดู แต่พอทางมิชลินบอกว่ามีโปรแกรมให้ไปตีกอล์ฟฟรี แล้วยังมีโปรแกรมพาเที่ยวนครวัด นครธม และปราสาทต่างๆ ภายในจังหวัดเสียมเรียบด้วย ก็เลยทำให้เกิดความสนใจขึ้นมาทันที เพราะอย่างน้อยนครวัดก็เคยเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาก่อน ซึ่งผมยังไม่เคยไป ที่เคยไปมาแล้วก็จะมีกำแพงเมืองจีน มหาปิรามิดที่อียิปต์ พระราชวังแวร์ซายส์ที่ฝรั่งเศส ความใฝ่ฝันที่ตั้งไว้คือจะพยายามไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกให้ครบทุกแห่ง แต่คงไม่ใช่ 7 แห่งซะแล้ว เพราะมีการโหวตใหม่อยู่ทุกปี แล้วบางแห่งก็เสียตำแหน่งไป อย่างเช่น นครวัด ปี 2010 ก็ไม่ได้เป็น 1 ใน 7 แล้ว เพราะมีน้ำตกไนแองการ่าที่แคนนาดาขึ้นมาแทน ที่เห็นได้ตำแหน่งไม่มีหลุด ก็น่าจะเป็นมหาปิรามิดและกำแพงเมืองจีนเท่านั้น นอกนั้นก็สลับสับเปลี่ยนกันเป็น 1 ใน 7 อยู่เรื่อยๆ

          การเดินทางไปจังหวัดเสียมเรียบโดยทางเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินเสียมเรียบใช้ระยะเวลาบินประมาณ 35 – 40 นาทีเท่านั้น แปลกใจใช่มั๊ยครับว่าการเดินทางออกต่างประเทศทั้งทีทำไมใช้ระยะเวลาบินน้อยกว่าการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่หรือภูเก็ตด้วยซ้ำ ผมก็แปลกใจเพราะนี่คือการบินออกต่างประเทศที่ใช้ระยะเวลาบินน้อยที่สุดเท่าที่เคยบินมา วันนั้นออกเดินทางประมาณ 8 โมงกว่าๆ เวลา 9 โมง (เวลาที่กัมพูชากับเมืองไทยเป็นเวลาเดียวกัน) เครื่องบินแบบ A320 ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ก็ลงสู่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบเป็นที่เรียบร้อย ครั้งแรกที่มองลอดช่องหน้าต่างเครื่องบินออกไปเห็นบริเวณสนามบินยังไม่ค่อยแน่ใจว่านี่เรามาอยู่ต่างประเทศแล้วเหรอ ในใจยังคิดว่าเครื่องบินพาเรามาลงที่สนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานีของเราหรือเปล่า นี่ขนาดเป็นสนามบินนานาชาติเลยนะ แต่เท่าที่ดูด้วยตาของผมเองคาดว่ายังจะเล็กกว่าสนามบินภายในประเทศของเราบางแห่งด้วยซ้ำ แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยเราก็ได้มาเหยียบแผ่นดินกัมพูชาได้อย่างปลอดภัยแล้ว

  

          ลองมาดูข้อมูลของประเทศนี้พอสังเขปก่อนนะครับ ประเทศกัมพูชา หรือประเทศเขมรที่คนไทยเราชอบเรียกมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 14 ล้านคน มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร (หรือเล็กกว่าประเทศไทยเกือบ 3 เท่า เพราะประเทศไทยเรามีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร) ประกอบด้วยเขตการปกครอง 24 จังหวัด โดยมีกรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงปัจจุบัน สกุลเงินของกัมพูชาคือสกุลเงินเรียล (KHR) อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 100 เรียลเท่ากับ 1 บาทไทย หรือถ้าคิดง่ายๆ ก็คือ 1 เรียลก็เท่ากับ 1 สตางค์ของไทยนั่นเอง แต่เวลาเราเดินทางไปกัมพูชา ไม่จำเป็นต้องแลกเงินให้ยุ่งยาก เพราะร้านค้าเกือบทุกร้านรับเงินบาทไทยและเงินดอลล่าร์สหรัฐ แต่เขาจะถอนเป็นเงินเรียลให้ ธนบัตรต่ำสุดของเงินกัมพูชาคือ 50 เรียล (50 สตางค์ของไทย ที่นี่จะไม่มีเหรียญมีแต่ธนบัตร) และธนบัตรใบที่มีมูลค่ามากสุดเท่าที่ทราบคือใบละ 100,000 เรียล (1,000 บาทไทย) คนกัมพูชาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเหมือนคนไทย และก็ถือเป็นศาสนาประจำชาติเหมือนกัน ส่วนระบบไฟฟ้าก็ใช้เหมือนบ้านเราครับ จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมอะแด็ปเตอร์หรือปลั๊กไฟอย่างอื่นไปให้ยุ่งยากเหมือนบางประเทศ เรียกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเราก็เอาไปเสียบปลั๊กที่นั่นได้เลย

          กลับมาเล่ากันต่อถึงเรื่องการเดินทางดีกว่า สถานที่แรกที่คณะของมิชลินพาไปหลังจากถึงตัวจังหวัดเสียมเรียบแล้วคือศาลเจ้าเจ๊ก-เจ้าจอม ซึ่งถือเสมือนศาลคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเสียมเรียบ ศาลเจ้าดังกล่าวตั้งอยู่ด้านหน้าของพระราชวังของเจ้าสีหนุ ซึ่งถ้าดูเผินๆ และไม่มีใครบอกก็ไม่ได้คิดว่าเป็นพระราชวังเพราะดูคล้ายๆ สถานที่ราชการทั่วไป หลังจากสักการะศาลเจ้าเจ๊ก-เจ้าจอมเพื่อเป็นศิริมลและขอพรให้คุ้มครองพวกเราตลอดระยะเวลาที่อยู่ในแผ่นดินกัมพูชาแล้ว ก็ออกเดินทางไปยังโตนเลสาบ (ทะเลสาบเขมร) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาว่ากันว่าปีที่น้ำมากที่สุด น้ำจากทะเลสาบจะเอ่อขึ้นมาท่วมบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบทะเลสาบทำให้ทะเลสาบมีพื้นที่กว้างถึง 7,500 ตารางกิโลเมตรและมีความลึกถึง 10 เมตรทีเดียว โตนเลสาบติดกับอาณาเขตของ 5 จังหวัดคือ กำปงธม กำปงซะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ แต่วันที่ไปนั้นทราบว่าเป็นช่วงที่น้ำในทะเลสาบลดลงเกือบจะต่ำสุดในรอบ 5 ปี เลยทำให้อาณาบริเวณของทะเลสาบลดน้อยลงไปเช่นกัน

  

          ระหว่างลงเรือเพื่อลัดเลาะออกไปชมความกว้างใหญ่ของโตนเลสาบ ก็จะผ่านหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้ เนื่องจากโตนเลสาบเป็นแหล่งน้ำที่มีปลาน้ำจืดกว่า 300 ชนิด จึงเป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักของชาวประมงที่อยู่ริมฝั่งมาช้านาน แต่ที่น่าสังเกตก็คือ หมู่บ้านประมงเหล่านี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มืดค่ำลงก็อาศัยแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน หรือดีหน่อยก็ได้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ บ้านไหนพอมีฐานะดีก็อาจจะมีทีวีขาวดำดูจากไฟแบตเตอรี่ ถือว่าเป็นชุมชนที่ยังล้าหลังหรือห่างไกลความเจริญอยู่มากพอสมควร นอกจากจะทำอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักแล้ว ที่เห็นอีกอาชีพหนึ่งก็คือขอทาน ใช่แล้วครับอ่านไม่ผิดหรอกผมเขียนว่า “ขอทาน” จริงๆ เพราะในขณะที่เรือนักท่องเที่ยวแต่ละลำแล่นผ่านหมู่บ้านชาวประมงเหล่านี้ออกไปกลางทะเลสาบ หรือจะจอดแวะซื้อของที่ระลึกตามร้านค้าริมฝั่งทะเลสาบก็ตาม จะมีขอทานขับเรือหางยาวตามประกบเรือนักท่องเที่ยว เท่าที่เห็นวันนั้นส่วนมากจะเป็นแม่ขับเรือแล้วเอาลูกตัวเล็กตัวน้อยลงเรือมาพร้อมกับงู 1 ตัว โดยเด็กจะเอางูมาอุ้มรัดรอบตัวจับหัวงูชูให้นักท่องเที่ยวเห็น ปากก็พูดตลอดไม่ยอมหยุด แต่ผมฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร เท่าที่หูของผมรับสัญญาณเสียงและประมวลผลออกมาเหมือนกับผมจะได้ยินว่า “ไทยบาทกะได้ๆๆๆๆ” ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้หูผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ที่ยังสงสัยก็คือไม่รู้ว่าเจตนาจะเอางูมาขู่นักท่องเที่ยวหรือเปล่า (ในใจของเด็กนั้นอาจจะคิดว่า ถ้ามาขอตังค์แล้วไม่ให้ เดี๋ยวจะโยนงูขึ้นไปบนเรือซะเลย) ในขณะที่นั่งอยู่บนเรือแล้วมีเรือขอทานขับตามมาลำแล้วลำเล่าก็ทำให้ผมคิดในใจเงียบๆ คนเดียวเพลินๆ ว่า “เราไปเป็นหนี้พวกนี้แต่ชาติปางไหน ถึงทำให้เรามาเจอพวกเขาตามมาขอตังค์แบบนี้) ที่เล่ามานี่แหละครับคือการล่องเรือในโตนเลสาบเพื่อดูวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งว่าเขาอยู่กันยังไง ลองดูภาพประกอบก็คิดว่าพอจะนึกบรรยากาศออกบ้างนะครับ

  

  

  

          กลับขึ้นฝั่งจากโตนเลสาบ ก็มุ่งหน้าไปยังตลาดซาจ๊ะ (Old Market) หรือบางคนก็เรียกว่าตลาดต้นโพธิ์ เพราะมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่อยู่หนึ่งต้นอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกับตลาดดังกล่าว ใครเดินเข้าไปในตลาดแล้วเกิดพลัดหลงกันก็ให้หาทางออกมารอเจอกันที่ใต้ต้นโพธิ์นั่นแหละครับ ตลาดนี้ก็จะขายของทั่วไปทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ของที่ระลึกสำหรับนักเที่ยว อาหารและผักสด หลังจากสำรวจดูแล้วก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาสักชิ้น เพราะดูๆ ก็ไม่มีอะไรน่าซื้อกลับบ้านสักอย่าง เรียกว่า “สนุกจังตังค์อยู่ครบ ฮ่าๆๆๆ”

  

          ออกจากตลาดซาจ๊ะ ก็แวะไปรับประทานอาหารมื้อค่ำในตัวเมืองเสียมเรียบแล้วก็ไปแวะชมตลาดกลางคืน (Angkor Night Market) ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก คล้ายๆ กับตลาดซาจ๊ะ แต่เปิดขายตอนกลางคืน แต่มีแสงสีเท่านั้น เท่าที่เห็นแปลกขึ้นมาหน่อยก็จะมีร้านที่เปิดให้บริการทำสปาเท้าด้วยปลา (รู้สึกผมจะเคยเห็นบริการแบบเดียวกันนี้ที่ตลาดน้ำลำพญา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม) คือจะมีอ่างน้ำขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวที่จะใช้บริการนั่งเอาเท้าแช่ลงไปในน้ำ แล้วในน้ำก็จะมีปลาตัวเล็ก ไม่ได้ถามเหมือนกันว่าเป็นปลาอะไร ไม่รู้ว่าใช่ปลา Garra Rufa หรือเปล่า แต่ที่รู้ๆ ก็คือเจ้าปลาตัวเล็กเหล่านี้มันชอบมาแทะมาดูดหนังเท้าของคนเป็นที่สุด ได้ยินแล้วจั๊กจี้ตามมั๊ยครับ แต่จะจั๊กจี้มากขึ้นถ้าได้รู้ว่าก่อนที่เจ้าปลาตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้จะมากัดๆ แทะๆ หนังเท้าเรานั้น ไม่ทราบว่ามัดไปแทะหนังเท้าของคนเป็นโรคผิวหนังมาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทราบเช่นนี้ถ้าใครอยากจะลองเอาเท้าตัวเองไปให้เจ้าปลาเหล่านี้แทะเล่นก็ตามสะดวกนะครับ ผมคนหนึ่งละไม่ขอลอง อึ๊ยยย…

  

          ออกจากตลาด Angkor Night Market ก็นั่งรถมอเตอร์ไซด์พ่วง คนเขมรก็เรียกว่ารถตุ๊กตุ๊ก หรือรถสกายแล็บเพื่อกลับที่พักที่ Sofitel Phokeetra Royal Angkor Hotel ก็เป็นอันว่าวันแรกของการเดินทางมายังกัมพูชาหมดลงแต่เพียงเท่านี้ วันที่สองมีโปรแกรมอีกเพียบ แต่วันนี้ขอพักก่อน เพราะคนเขียนก็ตาลาย และก็เชื่อว่าใครอ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็คงจะตาลายเหมือนกัน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To Siem Reap – Day 2
Trip To Siem Reap – END
SlideShow – Trip To Siem Reap 2010

กลับคืนสู่ธรรมชาติ – หลังจากผ่านไป 1 ปีครึ่ง

วันนี้ถือโอกาสมาบันทึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของสวนที่สระบุรี หลังจากลงมือปลูกต้นไม้ไปได้ 1 ปีกับ 6 เดือน ว่ามีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง ภาพข้างล่างคือภาพยามเช้า พระอาทิตย์กำลังขึ้น ภาพนี้ถ่ายจากแพซึ่งอยู่กลางบ่อที่ใช้นอนเล่น บรรยากาศก็ดูสวยไม่แพ้รีสอร์ทเหมือนกันนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ

หลังจากผ่านฤดูฝนมาไม่นาน ปีนี้ฝนตกติดต่อกันแทบทุกวันเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนเต็มๆ ทำให้พื้นที่สวนเฉอะแฉะ หญ้าขึ้นเต็มไปหมด จึงต้องเหนื่้อยไปนั่งถางหญ้าออกจนมองเห็นเหมือนในรูปข้างล่าง และที่น่าเสียดายก็คือ ต้นไม้ที่ปลูกไว้ปีกว่าตายไปเกือบ 30 ต้น เพราะรากเน่าเนื่องจากดินไม่ยอมแห้ง ถึงแม้ว่าน้ำจะไม่ได้ท่วมก็ตาม

  

แต่ก็ยังมีต้นที่เหลือออกดอกออกผลให้ได้ชิมกันบ้างพอสมควร ภาพล่างซ้ายคือพุดซาจีน ออกผลดกมากๆ ผลโตเต็มที่ขนาดเล็กกว่าแอปเปิ้ลนิดหน่อย แต่รสชาติหวานกรอบทีเดียว ยิ่งเก็บรับประทานสดๆ จากต้นละก้อ… อร่อยติดใจเชียวล่ะ ส่วนภาพล่างขวา บางคนอาจจะคิดว่าเป็นขนุน แต่แท้จริงคือสาเกนั่นเอง ปลูกเอาไว้ 2 ต้น ตอนนี้ออกผลให้ดูแล้ว 1 ต้น กะว่าจะเอาไปเชื่อมน้ำตาลในไม่ช้า

  

ส่วนภาพล่างด้านซ้ายคงพอเดากันได้นะครับว่าคืออะไร ใช่แล้วครับ คือฝรั่งพันธุ์ไร้เมล็ด ถึงแม้จะดูไม่ค่อยสวยนักแต่รสชาติหวาน กรอบ อร่อยมากๆ เลยครับ ส่วนภาพล่างขวา หลายคนต้องสงสัยและเดาไม่ถูกแน่ๆ ว่าคือผลไม้อะไร ผลที่เห็นคือมะดันครับ รสเปรี้ยวได้ใจมากๆ แต่ยังไม่เคยนำไปดองนะครับ แต่ขายสดๆ ได้ เพราะมีคนซื้อเอาไปต้มปลาทู หรือใส่กับน้ำพริกก็ได้

  

ภาพล่างซ้ายที่เห็นคือมะเฟือง ผลไม้ไทยๆ ที่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักและไม่เคยเห็น ขนาดต้นเล็กๆ ปลูกมาได้ปีกว่าๆ แต่ออกผลดกมากๆ รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ แต่ถ้าสุกมากๆ จะหวานอย่างเดียวไม่มีเปรี้ยว ส่วนภาพล่างขวา นี่ก็อาจจะเดากันยากว่าคืออะไร เพราะถ่ายซะใกล้ทำให้เห็นผลโตกว่าความเป็นจริง นั่นคือละมุดครับ ต้นนี้ออกผลไม่ค่อยดก เป็นเพราะต้นยังเล็กอยู่ด้วย แต่ก็หวานหอมอร่อยใช้ได้เลยครับ

  

ภาพล่างซ้ายคือส้มโอพันธุ์ทองดีครับ ปกติเขาจะปลูกกันแถวๆ นครชัยศรี แต่นี่ปลูกที่สระบุรี ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่ารสชาติจะออกมายังไง เพราะผลยังเล็กอยู่เลยยังไม่ได้ชิม ส่วนภาพล่างขวา ลองทายกันเล่นๆ ว่าที่เห็นนั้นคือดอกอะไร แล้วมาดูกันว่าทายถูกกันบ้างไหม เพราะที่เห็นนั้นคือดอกมะขามหวานครับ ก็ยังไม่ทราบว่าจะมีผลให้ได้ชิมหรือเปล่า แล้วก็ต้องลุ้นว่ามะขามหวานเมืองเพชรบูรณ์ถ้าเอามาปลูกที่สระบุรีแล้วจะหวานเหมือนเดิมมั๊ย

  

ภาพนี้เป็นภาพทุ่งนา ซึ่งข้าวกำลังออกรวงเป็นสีทอง นั่นหมายถึงฤดูเก็บเกี่ยวใกล้จะมาถึงอีกไม่เกิน 1 – 2 สัปดาห์แล้ว นาข้าวนี้ติดกับสวนนั่นแหละครับ ปีนี้ถือว่าน้ำอุดมสมบูรณ์ ข้าวไม่ขาดน้ำเลยทำให้ข้าวออกรวงได้เต็มที่ ช่วงนี้ภาพทุ่งนาเป็นภาพที่มองดูแล้วทำให้ชาวนามีความสุขที่สุดครับ

สองภาพสุดท้ายที่เห็นคือแพที่อยู่ในบ่อ 1 ปีกว่าๆ ผ่านไปก็มีสภาพอย่างที่เห็น ถ้าใครเคยอ่านตอนแรกๆ ก็จะเห็นสภาพแพที่ทำเสร็จใหม่ๆ แล้วมาเปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบัน ส่วนอีกภาพก็เป็นภาพที่ถ่ายจากบนแพออกไปยังบ่อน้ำ

  

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Back To The Nature
Back To The Nature – Continued
Back To The Nature – After One Year Passed
Back To The Nature – Two Years Later

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ 2010 ตอนจบ

ห่างหายกันไปหลายวันหลังจากเขียนตอนที่ 3 ไปแล้ว วันนี้พอมีเวลาว่างนิดหน่อย ก็คิดว่าน่าจะมานั่งเขียนตอนจบของเรื่องนี้ได้แล้ว ขืนไม่รีบเขียนมีหวังลืมหมดแน่ๆ ก็มาต่อกันเลยนะครับ

เช้าของวันที่ 3 ตุลาคม 2553 หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ท่องเมือง Auckland ในยามราตรีแล้ว วันนี้ก็จะขอดูบรรยากาศเมือง Auckland ตอนกลางวันบ้าง โปรแกรมแรกหลังจากรับประทานอาหารเช้าแบบประกอบเองที่ YHA Auckland City แล้วก็ขับรถดูบรรยากาศภายในตัวเมือง Auckland อีกรอบ มองเห็น Sky Tower สูงตะหง่านอยู่บนถนน Victoria Street West ในตอนกลางวันดูแล้วสวยสู้ตอนกลางคืนไม่ได้ ไม่เชื่อลองกลับไปดูภาพ Sky Tower ที่ถ่ายจากมุมเดียวกันตอนกลางคืนในตอนที่ 3 แล้วจะบอกว่า ใช่เลย ภาพในตอนกลางคืนดูสวยกว่า หลังจากขับรถวนๆ อยู่ภายในตัวเมือง หรือที่นิวซีแลนด์เขาจะเรียกว่า City Center สักพัก ก็ขับออกมาตามถนน Mt. Eden Road ไปยัง Mt. Eden ซึ่งก็อยู่ไม่ห่างจาก City Center มากนัก ขับรถเลยไป 2 รอบ เพราะมองหาทางขึ้นไม่เจอ มีแต่ทางลง เนื่องจากป้ายทางขึ้นถูกต้นไม้บังอยู่ พอหาทางขึ้นเจอก็ขับรถวนขึ้นไปสักครู่เดียวก็ถึงยอด Mt. Eden ซึ่งเคยเป็นปล่องภูเขาไฟมาก่อน แต่ตอนนี้ดับแล้ว เพราะเท่าที่ดูจะเห็นบริเวณปากปล่องภูเขาไฟถูกปิดสนิท มีหญ้าขึ้นเขียวขจี ดูๆ ก็เหมือนกระทะใบขนาดใหญ่ที่หงายอยู่ จากบนยอด Mt. Eden นี้จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Auckland ได้รอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่าง Auckland เหนือกับ Auckland ใต้ และที่ขาดไม่ได้คือ Sky Tower เพราะถ้าขับรถหลงทิศ ก็ให้มองหา Sky Tower เอาไว้ ก็จะนำเราเข้าสู่ City Center ได้เอง

  

ลงจาก Mt. Eden ก็ไปยัง Kelly Tariton’s Antarctic Encounter & Underwater World ซึ่งอยู่บนถนนเลียบชายฝั่งที่ชื่อว่า Tamaki Drive ที่นี่จะมีนกเพนกวินให้ชม อีกทั้งมีอุโมงค์ที่ให้เราเดินลอดไปเพื่อชมปลาฉลามและปลาอื่นๆ ที่ว่ายอยู่รอบๆ ตัวเรา ก็คงคล้ายๆ กับ Water World ทั่วๆ ไป แต่มีขนาดเล็กกว่าที่ฮ่องกง นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์น้ำทะเลหลากหลายชนิดให้ศึกษา จะมีเจ้าหน้ามาอธิบายว่าสัตว์น้ำแต่ละชนิดเป็นอย่างไร และวิธีการให้อาหารทำอย่างไร ที่เห็นเด่นสะดุดตาก็จะมี Crayfish ชื่อเหมือนปลาแต่ความจริงเป็นกุ้งชนิดหนึ่ง ดูๆ จะตัวใหญ่กว่ากุ้งมังกร

  

ออกจาก Kelly Tariton แล้วก็มุ่งหน้าไปยัง Auckland Museum ซึ่งก็อยู่ภายในตัวเมือง Auckland พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อเทียบกับ Te Papa ที่ Wellington แล้ว ที่นี่จะดูเหมือนพิพิธภัณฑ์มากกว่า แต่ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ NZ$20 ใช้เวลาเดินชมอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์นี้ 2 ชั่วโมงกว่าจนมีเจ้าหน้าที่มาเตือนว่า อีก 5 นาทีจะปิดแล้ว เพราะที่นี่เขาจะปิดเวลา 17.00 น. เขาจึงมาไล่ให้รีบออกไป ไม่งั้นอาจจะถูกขังไว้ในพิพิธภัณฑ์ ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็ได้เวลากลับไปยังที่พักเพื่อประกอบอาหารมื้อเย็นทานกัน แล้วก็คงต้องรีบพักผ่อนอีกเช่นเคย สรุปวันนี้ก็หมดไปอีกวันในการตระเวนดูสถานที่ต่างๆ ในเมือง Auckland ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีประชากรอยู่มากที่สุดของนิวซีแลนด์ แต่ความรู้สึกของผมก็คิดว่าไม่ได้ต่างอะไรกับจังหวัดเล็กๆ ของบ้านเรา

เช้าวันที่ 4 ตุลาคม 2553 วันนี้ต้องเดินทางออกจากเมือง Auckland โดยย้อนกลับลงใต้มาตามทางหลวงหมายเลข 1 จุดหมายปลายทางของการเดินทางในวันนี้คือเมือง Rotorua ระยะทางประมาณ 235 กม. แต่เขาบอกว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ก่อนจะถึงเมือง Rotorua ก็จะต้องผ่านเมือง Hamilton ซึ่งก็เคยผ่านมาครั้งหนึ่งแล้วในวันที่ขึ้นมาจาก Waitomo Caves แต่วันนี้เราจะผ่านไปทางเมือง Cambridge ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่ยังคงสภาพเป็นแบบอังกฤษให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนก็จะเหมือนในอังกฤษ ต่อจากนั้นก็จะเข้าสู่เมือง Tirua เพื่อแยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 5 โดยจะใช้เวลาอีกประมาณเกือบๆ ชั่วโมงก็จะถึงตัวเมือง Rotorua

มาถึง Rotorua ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี ก่อนแยกเข้าตัวเมืองก็เหลือบไปเห็นร้าน Subway ซึ่งมักจะฝากท้องตอนกลางวันไว้ที่ร้านแบบนี้ประจำ ก็เลยไม่รอช้าขับรถแวะเข้าไปเติมพลังทันที เสร็จแล้วก็ขับรถเข้าเมืองเพื่อไป Check-in ที่ YHA Rotorua หรือ Rotorua Treks Backpacker ที่พักที่นี่ค่อนข้างทันสมัย ดีกว่าที่ YHA Auckland City ถึงแม้จะเป็นเมืองที่เล็กกว่ามาก หลังจากที่เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย ก็ขับรถออกไปยัง Hell’s Gate ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือดตามธรรมชาติที่มีชื่อแห่งหนึ่งของเมือง Rotorua และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาแช่ในบ่อโคลนและบ่อน้ำกำมะถันเพื่อผิวพรรณที่นุ่มเนียน ถ้าใครไม่อยากลงไปแช่บ่อโคลนทั้งตัว ก็ลองแช่เฉพาะเท้าได้ ซึ่งก็อยู่ภายในบริเวณที่เขาจัดไว้ให้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าแช่เท้าเอาไว้นานๆ พอยกเท้าขึ้นมาเท้าจะหายไปด้วยหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ เพราะเท่าที่สังเกตยังเห็นโคลนมันเดือดๆ อยู่เหมือนกัน

  

  

ออกจาก Hell’s Gate ก็กลับเข้ามาในเมือง แวะชมพิพิธภัณฑ์ Rotorua Museum ซึ่งก็ตั้งอยู่ในตัวเมือง แต่บังเอิญโชคไม่ค่อยดีนัก เพราะมีบางส่วนปิดปรับปรุง เขาว่ากันว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่ก่อนเคยเป็นสถานที่ที่เรียกว่า Bath House ซึ่งใช้ในการทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีการทำสปาด้วยน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ด้านหนึ่งยังคงลงเหลืออ่างอาบน้ำให้เห็นอยู่หลายห้อง มีบางห้องที่มองเห็นพื้นทะลุลงไปซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวและภูเขาไประเบิด เดินๆ เข้าไปบรรยากาศก็วังเวงดีครับ เพราะไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่ เดินไปนึกไปด้วยคิดว่าต้องมีผู้คนมานอนตายในอ่างเหล่านั้นไม่มากก็น้อย ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ภายในโรงพยาบาลร้างยังไงยังงั้นเลยละครับ ถ้ามีโอกาสได้แวะไปก็ลองสัมผัสบรรยากาศดูเองนะครับ

  

เมือง Rotorua เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบอีกเมืองหนึ่ง เพราะขนาดเวลาประมาณ 18.00 น. ออกมาข้างนอกที่พัก ก็แทบจะไม่เห็นรถแล่นอยู่ตามถนนเลย ผู้คนไม่รู้หายไปไหนหมด ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างดีๆ นี่เอง แต่ก็ลองเดินไปเรื่อยๆ กะว่าจะไปนั่งริมทะเลสาบ Lake Rotorua ในยามค่ำคืนสักหน่อย แต่ก็ไม่ทันไปถึง เพราะเดินไปเจองานวัดเข้า ความจริงไม่ใช่งานวัดหรอกครับ ที่ผมบอกว่าเป็นงานวัดก็คือ บรรยากาศเหมือนงานวัดบ้านเราเลย เพราะมีชิงช้าสวรรค์ มีซุ้มยิงปืน ปาเป้า เล่นเกมเพื่อจะได้ตุ๊กตาเป็นรางวัล มีม้าหมุน แต่ไม่มีเมียงู ฮ่าๆๆ นั่นแหละครับที่ผมแปลกใจ ไม่คิดว่าจะมาเห็นในนิวซีแลนด์ นึกว่ามีแต่ในงานวัดบ้านเรา ก็เห็นเด็กๆ ชาวกีวีสนุกสนานกับเครื่องเล่นที่ว่ากันดีครับ ความที่เป็นเมืองเล็กๆ เลยไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก น่าจะมีคนไทยเพียง 3 คนเท่านั้นที่ไปเดินปะปนกับเขาอยู่ในเวลานั้น

เช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2553 วันนี้ก็ต้องอำลา Rotorua มุ่งหน้าลงใต้ต่อ ความจริงกะเอาไว้ว่าจะแวะไปดู Buried Village of Te Wairoa แต่บังเอิญขับรถเข้าเส้นทางผิด และอีกอย่างต้องย้อนกลับไปอีกไกลพอสมควร เลยตัดสินใจไม่ไป ความจริง Buried Village นี้คือหมู่บ้านหนึ่งที่จมอยู่ภายใต้ลาวาของภูเขาไฟ Mt. Tarawera นั่นเอง ออกจาก Rotorua ก็ใช้ทางหลวงหมายเลข 5 จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ Lake Taupo ซึ่งห่างจาก Rotorua เพียง 82 กม. เท่านั้น แต่ระหว่างทางจะมีสถานที่ที่น่าสนใจ และตั้งใจจะใช้เวลาไปชมให้ได้ก็คือ Wai-O-Tapu Thermal Wonderland ซึ่งภายในบริเวณนี้จะมีสถานที่หนึ่งที่อยากเห็นของจริง เพราะเคยเห็นแต่ภาพมาเยอะก็คือ สระแชมเปญ (Champagne Pool) ซึ่งมีสีสรรสวยงามมาก นอกจากสระแชมเปญที่ว่าแล้ว ยังมี Lady Knox Geyser คือน้ำพุร้อนที่จะพุ่งขึ้นมาให้ชมกันประมาณวันละ 1 ครั้ง เวลาประมาณ 10.15 น. ของทุกวัน น้ำพุที่ว่านี้จะพุ่งขึ้นมาสูงประมาณ 10 – 20 เมตรทีเดียว แต่โชคไม่ดีอีกนั่นแหละ เพราะตอนที่ไปถึงมันเลยเวลา 10.15 น. ไปแล้ว เลยทำให้พลาดโอกาสได้ดูว่ามันพุ่งขึ้นมายังไง ก็ลองดูคลิปวีดิโอของคนอื่นที่เขาถ่ายไว้แทนละกันครับ

  

  


ออกจาก Wai-O-Tapu ก็มุ่งหน้าลงใต้ตามทางหลวงหมายเลข 5 ก็จะผ่านน้ำตก Huka Falls ซึ่งเป็นน้ำตกที่แรงและกระแสน้ำเชี่ยวมากๆ ไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวลงไปเล่นน้ำได้ น้ำตกนี้มาจากแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของนิวซีแลนด์คือแม่น้ำ Waikato River ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์อีกเช่นกันคือทะเลสาบ Lake Taupo บริเวณหลังน้ำตกนี้ หากใครชอบความท้าทายก็ลองไปนั่งเรือประเภท Jet Boat ดูนะครับ ก็คงคล้ายๆ กับการล่องแก่งบ้านเรา ต่างกันก็ตรงที่ความเร็วและความท้าทายเท่านั้น เพราะที่นี่ลองดูความแรงของกระแสน้ำตกที่ตกลงมาด้วยอัตรา 220,000 ลิตร/วินาทีแล้วละก็คงทำให้นึกภาพออกนะครับว่ามันจะแรงและเร็วขนาดไหน หลังจากเก็บภาพสวยๆ ของน้ำตก Huka Falls เสร็จก็ขับรถเข้าเมือง Lake Taupo เพราะคืนนี้จะพักที่ YHA Action Downunder ซึ่งอยู่ในตัวเมือง Lake Taupo

  

เมือง Lake Taupo ก็เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ขนาด 616 ตารางกิโลเมตร ก็อีกนั่นแหละครับ ที่นี่ก็เป็นเมืองสงบๆ ตกเย็นก็เงียบเหงา ไม่มีสถานบันเทิงให้เดินท่องราตรีได้ ส่วนใหญ่คนที่มาค้างที่นี่มักจะนั่งเรือชมรอบๆ ทะเลสาบ แต่ผมได้แค่เดินชมความงามของทะเลสาบแถวๆ บริเวณทางเดินที่เขาทำไว้เท่านั้นแหละครับ เป็นอันว่าวันนี้ก็หมดไปอีกวัน แต่ก็เป็นวันที่ได้ดื่มด่ำความสุขกับธรรมชาติมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกำมะถันที่คลุ้งกระจายไปทั่ว Wai-O-Tupa Thermal Wonderland หรือกลิ่นน้ำตกที่ให้ความเย็นเพิ่มขึ้นจากอากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้ว

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2553 วันนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดคือตั้งใจจะออกจาก Lake Taupo ประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งในเวลานั้นท้องฟ้ายังมืดสนิท สาเหตุที่ต้องออกแต่เช้าเพราะต้องการไปถึง Wellington ก่อนเที่ยง ระยะทางจาก Lake Taupo ถึง Wellington ประมาณ 378 กม. ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าลงใต้ ซึ่งก็จะผ่านเมือง Turangi, Waiouru, Taihape เรื่อยลงไปจนถึงเมือง Bulls ที่เคยผ่านมาแล้วเมื่อตอนขาขึ้นมาจาก Wellington เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ต่อจากนั้นก็ตรงดิ่งลงใต้จนถึง Wellington เวลาประมาณ 11.30 น. ตามที่ตั้งใจเอาไว้ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันในตัวเมือง Wellington แล้วก็แวะไปดูหอพักที่ uStay Cumberland ซึ่งปีหน้าลูกสาวจะต้องมาพักที่นี่ในขณะที่เรียนอยู่ที่ Victoria University of Wellington บังเอิญวันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนเหมือนวันที่มาถึง Wellington ครั้งแรก เลยทำให้เมือง Wellington น่าอยู่ขึ้นเยอะ นอกจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาขึ้นๆ ลงๆ และลมที่แรงมากๆ คือมีทั้ง Hilly and Windy เลยทีเดียว ก็สมกับฉายาของเมืองหลวงของนิวซีแลนด์ที่เป็น Windy City ละครับ คืนนี้พักที่ YHA Wellington City ที่เดิมที่เคยมาพักตอนแรก เพื่อจะรอเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศคือ Air New Zealand จาก Wellington ไปลงที่ Christchurch ในวันรุ่งขึ้น

  

เช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ตื่นเช้าก็เก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับเมืองไทย แต่ต้องเอารถที่เช่ามา 9 วัน ไปคืนก่อนแล้วพนักงานขับรถของบริษัทรถเช่าก็ขับไปส่งเราที่สนามบิน เพื่อเดินทางไปลงที่ Christchurch สาเหตุที่ต้องบินไปลงที่ Christchurch แทนที่จะบินตรงกลับเมืองไทยก็เพราะว่า สนามบินที่ Wellington นี้เป็นสนามบินขนาดเล็กเครื่องบินของสายการบินต่างประเทศไม่สามารถลงได้ ที่เห็นมาได้ก็จะเป็นของออสเตรเลียซึ่งไม่ได้ใช้เครื่องบินลำใหญ่ และอีกอย่างก็จะได้กลับไปส่งลูกสาวที่ Christchurch ด้วย จาก Wellington ถึง Christchurch ใช้เวลาบินประมาณ 40 นาที ถึง Christchurch เวลาประมาณ 11.15 น. ก็เรียกแท็กซี่เข้าไปในเมืองเพื่อหาซื้อของฝากบริเวณ Cathedral Square ต่อจากนั้นก็ไปส่งลูกสาวที่พักอยู่กับโฮสต์ที่ Halswell แล้วก็ต้องรีบกลับมาเตรียมขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยในเวลาบ่าย 3 โมง หมดค่าแท็กซี่ไป NZ$140.00 (ประมาณ 3,200 บาท) เท่ากับเช่ารถขับเองเกือบ 4 วันทีเดียว เพราะค่าแท็กซี่ที่นี่แพงมากครับ

  

ก็เป็นอันว่าการขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ครั้งนี้จบลงหลังจากก้าวเท้าขึ้นเครื่องของสายการบิน Emirates Airline ซึ่งใช้เวลาบินประมาณ 14 ชั่วโมง มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็ตี 1 กว่าๆ ของวันที่ 8 ตุลาคม นับจากวันแรกที่ออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อเย็นวันที่ 24 กันยายน รวมๆ แล้วก็ 13 วัน 12 คืน ใครที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนจบได้นี่ขอคารวะเลยครับ เพราะแสดงว่าสนใจจริงๆ ยังไงก็ฝากคอมเม้นท์ไว้ให้ด้วยนะครับ จะได้ทราบว่ามีใครหลงเข้ามาอ่านบ้าง ฮ่าๆๆๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To New Zealand 2010 – Part 1
Trip To New Zealand 2010 – Part 2
Trip To New Zealand 2010 – Part 3

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ 2010 ตอนที่ 3

เช้าวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ในเมือง Wellington วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนปกคลุมเหมือนวันก่อน แต่ก็น่าเสียดายที่จะต้องจากเมืองนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 จุดหมายปลายทางของวันนี้คือเมือง New Plymouth ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะเหนือ ระยะทางจาก Wellington ถึงเมือง New Plymouth ก็ประมาณ 356 กม. หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ YHA Wellington City แล้ว ก็ขับรถเลียบชายฝั่งตะวันตกมาเรื่อยๆ วิวทิวทัศน์ด้านนี้ไม่ค่อยสวยงามนัก ถ้าจะเทียบกับเกาะใต้ เกาะใต้จะสวยกว่ามาก ชายหาดที่มองเห็นก็จะเป็นทะเลโคลนกับโขดหินซะมากกว่า ไม่ได้เป็นหาดทรายสำหรับจะลงไปเดินเล่น เนื่องวันนี้อากาศดีไม่มีฝนตก จึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสบายๆ ช่วงก่อนออกจากตัวเมือง เหลือบไปมองฝั่งตรงข้าม เห็นการจราจรทางด้านที่กำลังจะมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองติดขัดกันยาวเหยียดเหมือนกัน ไม่แพ้ชั่วโมงเร่งด่วนในบ้านเรา พอขับเลยตัวเมืองได้ไม่นาน ช่วงนั้นเริ่มเข้าเขตที่ให้ใช้ความเร็วได้สูงสุดไม่เกิน 100 กม./ชม. ก็สังเกตเห็นรถตำรวจหลวงทางจอดอยู่ทางแยกข้างทาง ที่แปลกใจเพราะปกติแล้วไม่ค่อยเคยเห็นรถตำรวจเลย พอเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นตำรวจกำลังส่องกล้องเพื่อถ่ายรูปรถที่ขับเร็วกว่ากำหนดนั่นเอง ดีนะที่เราไม่ขับเกิน เพราะไม่ได้รีบอยู่แล้ว นึกว่าจะมีแต่บ้านเราที่มักมีตำรวจแอบซุ่มตามร่มไม้ แต่ที่นี่เขาไม่ได้แอบ เขาจอดรถแล้วเปิดกระจกตั้งกล้องส่องให้เห็นกันจะๆ ถ้าใครโดนนี่ก็ถือว่าไม่ดูตาม้าตาเรือเอาซะเลย

หลังจากขับรถมาได้ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็จะผ่านเมือง Bulls ซึ่งถ้ายังใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ก็จะขึ้นเหนือไปยัง Lake Taupo แต่วันนี้เราจะแยกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อไปยังจุดหมายของเราคือเมือง New Plymouth โดยแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 3 ที่ได้ชื่อว่าเมือง Bulls ก็อาจจะเป็นเพราะเมืองนี้มีการเลี้ยงวัวกันมากกว่าที่อื่นก็ได้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ เพราะชื่อเมืองนี้ตั้งตามชื่อของคนก่อตั้งเมืองคือ James Bull ต่างหาก จุดแรกที่แวะพักเพื่อรับประทานอาหารกลางวันคือที่ Wanganui อาหารก็เป็นอาหารแบบฝรั่งปกติ แต่ไม่ได้แวะเข้าไปในตัวเมือง เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปตามทางหลวงหมายเลข 3 ต่อ เท่าที่สังเกตสองข้างทาง แถวเกาะเหนือนี้จะต่างกับเกาะใต้ คือไม่ค่อยมีแกะให้เห็นมากนัก ส่วนมากจะเป็นวัว พอขับมาใกล้จะถึง New Plymouth ก็จะมองเห็น Mt. Taranaki หรือ Mt. Egmont ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วรูปร่างก็คล้ายๆ กับภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่น และถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai ภูเขาไฟที่เห็นในภาพยนตร์ที่เขาสมมุติว่าเป็นภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ Mt. Taranaki เพราะเขาถ่ายทำกันที่นี่ไม่ได้ถ่ายทำในญี่ปุ่นแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ที่โล่ง ประชากรอยู่น้อย และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจึงไม่แปลกที่ภาพยนตร์ดังๆ หลายเรื่องจึงเข้ามาอาศัยสถานที่ของนิวซีแลนด์ในการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น Lord of the Ring หรือ The Last Samurai ที่พูดถึง โชคดีที่วันนี้อากาศค่อนข้างดี เลยได้เห็นยอดเขา Mt. Taranaki ที่มีหิมะปกคลุมได้อย่างชัดเจน เพราะถ้าอากาศไม่ดีมีเมฆมาก โอกาสที่จะเห็นยอดเขาก็แทบจะไม่มีเลย ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวเปล่าที่ตั้งใจไปดูความงามของยอดเขานี้


ที่มองเห็นเป็นพื้นหลังของภาพอยู่ไกลๆ นั่นคือ Mt. Taranaki หรืออีกชื่อคือ Mt. Egmont ซึ่งถูกสมมุติให้เป็นภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่นในภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai

ความจริงแล้ว คนที่มาที่ New Plymouth ส่วนใหญ่มักจะขึ้นไปยัง Egmont National Park ซึ่งอยู่บนยอดเขา Mt. Taranaki แต่เนื่องจากเราไปถึงก็เริ่มจะเย็นแล้ว เลยตัดสินใจไม่ขึ้นไป เพราะถ้าขึ้นไปก็จะต้องขับรถย้อนขึ้นไปจากตัวเมือง New Plymouth อีกเกือบชั่วโมง กว่าจะถึงก็มืดซะก่อน คงไม่ได้เห็นอะไร จึงเลือกที่จะขับรถเล่น ชมวิวทิวทัศน์เลียบชายฝั่งที่ติดกับเมือง New Plymouth แทน เมืองนี้ก็เป็นเมืองไม่ใหญ่โตอะไร ขับรถวนไปวนมาไม่กี่รอบก็ทั่วเมืองแล้ว จึงแวะเข้าเช็คอินยังที่พักที่อยู่ในเครือของ YHA อีกเช่นเคย ที่พักที่นี่ร่มรื่นดีมาก เพราะอยู่ท่ามกลางสวนที่มีต้นไม้ใหญ่มากมาย แต่ก่อนจะแวะเข้าที่พักเพื่อประกอบอาหารมื้อค่ำ ก็เข้าปั้มเพื่อเติมน้ำมัน ลืมบอกไปว่า การเติมน้ำมันที่นิวซีแลนด์นี่เป็นแบบบริการตัวเอง (Self-Service) ทั้งหมด บ้านเราที่เคยเห็นก็มีที่ปั๊มบางจากบางแห่งในกรุงเทพฯ หมายถึงเราต้องเติมเอง เสร็จแล้วก็เดินไปจ่ายค่าน้ำมันที่ร้านขายของที่อยู่ภายในปั้มนั่นแหละ เรียกว่าพนักงานเก็บเงินในร้านขายของทำหน้าที่ทั้งเก็บเงินค่าน้ำมันและขายของไปด้วย เป็นการประหยัดแรงงานไปได้เยอะ สาเหตุที่เขาไม่จ้างพนักงานมาคอยเติมน้ำมันแบบบ้านเราก็เพราะว่า จำนวนรถที่มีไม่มาก วันหนึ่งอาจจะมีรถเข้าไปเติมไม่กี่คัน ถ้าจ้างพนักงานก็คงไม่คุ้มนั่นเอง คืนนี้มีคนมาพักที่ YHA Egmont Eco Lodge แค่ 3 ห้อง แล้วรู้สึกว่า อีก 2 ห้องที่มาพักนั้นจะไม่ได้ประกอบอาหารรับประทานด้วย เลยทำให้เย็นวันนั้นเหมือนห้องครัวเป็นของเราคนเดียวเลย ฮ่าๆๆๆ


บรรยากาศริมชายหาดของเมือง New Plymouth ในยามเย็น ซึ่งเขาจะทำเป็น Walk Way ริมชายหาดเอาไว้ให้ผู้คนออกมาเดินและวิ่งออกกำลังกาย ก็เป็นชายหาดธรรมดาๆ ไม่สวยอะไร บริเวณนี้สู้ชายหาดชะอำบ้านเราไม่ได้

เช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2553 หลังจากหลับพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มที่แล้ว วันนี้ก็ต้องเดินทางอีกกว่า 368 กม. เพราะจุดหมายปลายทางของวันนี้คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์นั่นคือ Auckland ซึ่งอยู่กลางๆ ของเกาะเหนือ แต่ก่อนจะถึง Auckland ก็ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจและจะต้องแวะชมก็คือ Waitomo Caves หลังจากรับประทานอาหารเช้าแบบปรุงเองที่ YHA Egmont Eco Lodge แล้ว ก็ขับรถมุ่งหน้าขึ้นเหนือตามทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงชั่วโมงแรกเส้นทางก็จะเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตก ต่อจากนั้นก็จะคดเคี้ยวเลี้ยวลัดตัดไปตามหุบเขาน้อยใหญ่ สลับกับทุ่งหญ้าที่เขียวขจี แต่ไม่ค่อยมีแกะให้เห็นอย่างที่บอกแล้ว จะเห็นวัวพันธุ์เนื้อและวัวนมซะส่วนใหญ่ ขับรถมาได้ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็จะถึงทางแยกซ้ายมือเพื่อเข้าทางหลวงหมายเลข 37 ขับเข้าไปอีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึง Waitomo Caves หลังจากจอดรถเสร็จสรรพก็ติดต่อซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมถ้ำหินงอกหินย้อยและหนอนเรืองแสง (Glow Worms) ค่าเข้าชมก็มีหลากหลายแบบให้เลือก แต่เราเลือกแบบถูกสุด เพราะจะดูแค่หนอนเรืองแสงที่อยู่ภายในถ้ำหินงอกหินย้อยอยู่แล้ว ขนาดถูกสุดนี่ก็ยังตกคนละ NZ$65 หรือประมาณ 1,500 บาทเลย ก็จะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีในการเข้าชม ตอนแรกก็จะมีมัคคุเทศก์นำทางเข้าไปในถ้ำหินงอกหินย้อย อธิบายถึงความเป็นมา หลังจากนั้นก็จะให้ลงเรือขนาด 15 ที่นั่ง เรือที่นี่จะไม่ใช้เครื่องยนต์ ไม่ใช้คนพาย ไม่ใช้ไม้ค้ำถ่อ แต่จะใช้คนเอามือสาวไปตามเชือกที่ผูกไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง แล้วภายในถ้ำก็มืดสนิท จะพายก็คงมองไม่เห็นทาง เลยใช้เชือกในการนำทาง เพื่อให้มองเห็นหนอนเรืองแสงที่เกาะอยู่บนเพดานถ้ำอย่างชัดเจน (เสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเลยไม่มีภาพสวยๆ ให้ดูครับ) ลักษณะเหมือนท้องฟ้าที่มีดาวระยิบระยับ เป็นแสงที่เกิดจากธรรมชาติเหมือนกับแสงหิ่งห้อยบ้านเรา แต่แสงที่เกิดจากหนอนเรืองแสงนี้จะไม่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนนิวซีแลนด์มีรายได้เข้าประเทศ เพราะเจ้าหนอนเรืองแสงนี่เอง พูดถึงหนอนเรืองแสงแล้ว ก็อดพูดถึงหิ่งหอยที่อัมพวาบ้านเราไม่ได้ นับวันหิ่งห้อยที่อัมพวาก็จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ อีกหน่อยคนรุ่นหลังคงไม่มีโอกาสได้ชมความงามของแสงหิ่งห้อยระยิบระยับที่จับอยู่ตามต้นลำพูตามสองฝั่งคลองอีกต่อไป เพราะคนไทยเรามีของดีแล้วไม่รู้จักรักษานั่นเอง

 
บริเวณทางเข้า Waitomo Caves ซึ่งจะมีถ้ำหินงอกหินย้อย และหนอนเรืองแสง (Glow Worms) ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แปลกไปอีกแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น นอกจากที่นี่

ออกจาก Waitomo Caves ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน มื้อเที่ยงวันนี้เราแวะทานกันที่ Subway อีกเช่นเคย แต่เป็นที่เมืองแห่งกุหลาบ Te Awamutu แต่ตอนที่ไปนั้นมองไม่เห็นดอกกุหลาบสักดอก ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ได้ฉายาเมืองแห่งดอกกุหลาบนั้นเขาปลูกกันแถวไหน เพราะขับรถผ่านเมืองนี้ก็พยายามสังเกตว่ามีสวนดอกกุหลาบตรงไหนบ้าง แต่ก็ไม่เห็น หรือเพราะเราไม่ได้ไปที่สวนกุหลาบของเขาก็เป็นได้ แต่ช่างเถอะเพราะเมืองนี้ก็แค่เป็นทางผ่านของเรา เมื่อท้องอิ่มแล้วก็ขับรถขึ้นเหนือต่อ ก็จะผ่านเมือง Hamilton ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในเกาะเหนือ ที่เมือง Hamilton นี้จะเป็นที่บรรจบกันของทางหลวงหมายเลข 3 และหมายเลข 1 ซึ่งมาจากเมือง Cambridge และ Rotorua แต่วันนี้เราจะขึ้นเหนือไปอีกโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 เส้นทางที่ใช้จะเลียบไปกับแม่น้ำ Waikato ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของนิวซีแลนด์ มองเห็นน้ำเต็มตลิ่งตลอดสาย นอกจากนั้นก็จะมีไร่องุ่น ให้เห็นบ้างประปรายตามสองข้างทาง ขับมาได้อีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็จะเข้าเขต High Way ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้จะเข้าสู่ตัวเมือง Auckland แล้ว จำนวนรถก็ดูจะมากขึ้นสมกับเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ พอเข้าเขตตัวเมือง สิ่งแรกที่พยายามมองดูคือป้ายบอกทางคำว่า City Center เพราะทุกเมืองของนิวซีแลนด์ จะมี City Center ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองนั้นๆ ที่มองหาป้าย City Center ก็เพราะว่าที่พักส่วนใหญ่ในเครือ YHA มักจะอยู่ใน City Center หรือถ้าจะไปไหนก็จะเริ่มที่ City Center เพราะจะทำให้ดูแผนที่แล้วไม่มีหลงแน่ๆ เมื่อขับรถหาที่พักคือ YHA Auckland City เจอแล้วก็รีบเข้าไปเช็คอินเพื่อนำสัมภาระพร้อมทั้งอาหารสดไปเก็บในครัว แล้วก็ออกมาขับรถสำรวจเส้นทางต่างๆ ภายในตัวเมือง Auckland ก่อนที่จะมืดค่ำ

เย็นวันนั้นงดประกอบอาหารรับประทานเอง เพราะต่างคนก็เหนื่อยกับการเดินทางไกลมาด้วยกัน เลยตัดสินใจออกไปรับประทานอาหารเกาหลีแบบ BBQ บุฟเฟ่ต์ที่อยู่ใกล้ๆ กับที่พักตรงมุมถนน City Road ตัดกับถนน Queen Street ดูภายนอกนึกว่าจะไม่ค่อยมีคนเข้าไปรับประทาน แต่พอเปิดประตูเข้าไป โอ้ววว…. คนเต็มร้านเลย หลังจากรับประทานเสร็จเรียบร้อยออกมาถึงได้รู้ว่าทำไมคนถึงเต็มร้าน ก็เพราะอาหารอร่อย เป็นพวกเนื้อ ปลา และอาหารทะเลย่างที่ใครทานเก่งๆ แล้วรับรองคุ้มครับ ใครที่ชอบประเภทเนื้อย่างสไตล์เกาหลีในราคาไม่แพงแบบบุฟเฟ่ต์ละก้อ ขอแนะนำร้านนี้เลย ถ้ามีโอกาสไป Auckland

 
ริมถนน Queen Street เริ่มตั้งแต่มุมถนน City Road ลงไปจะมีร้านอาหารทางเอเชียหลายร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ถัดจากนั้นมาก็จะเป็นร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งยี่ห้อ Glassons เป็นยี่ห้อที่วัยรุ่นนิวซีแลนด์นิยม เพราะราคาไม่แพง

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ออกเดินชม Auckland ในยามราตรีไปตามถนน ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งแต่ตอนที่ออกไปเดินนั้น ร้านส่วนมากก็จะปิดแล้ว เพราะที่นี่ร้านค้าต่างๆ จะปิดตั้งแต่ 5 – 6 โมงเย็น แต่ที่ Auckland จะต่างกับเมืองอื่นๆ คือจะมีสถานบันเทิงอยู่มากกว่า เลยทำให้ยังมีผู้คนออกมาเดินให้เห็นถึงแม้จะเป็นเวลา 4 ทุ่มกว่าแล้ว ถ้าเป็นเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา แค่ 6 โมงเย็นสภาพเมืองก็ไม่ต่างกับเมืองร้างดีๆ ไหนๆ ก็ตั้งใจขับรถมาจนถึง Auckland ถ้าไม่ได้ขึ้นไปชมวิวบน Sky Tower ก็ถือว่าเสียเที่ยว จึงเดินออกจากถนน Queen Street ออกไปทางซ้ายเพื่อเข้าถนน Victoria Street West เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จะถึง Sky Tower ซึ่งภายในจะมีทั้งโรงภาพยนตร์และศูนย์การค้าและโรงแรม ส่วนเราก็ไปซื้อตั๋วเพื่อจะขึ้นไปชมวิว Auckland ในยามราตรีบนชั้น Sky Deck (เขาว่าเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในตัวเมือง Auckland คือสูงถึง 220 เมตร) แต่ต้องเสียค่าขึ้นไปชมคนละ NZ$28 รู้ว่าแพงแต่ก็ต้องยอม เพราะคงไม่ได้แวะมาบ่อยๆ ขึ้นไปแล้วก็ให้นึกถึงตึกใบหยก 2 ของบ้านเรา เพราะตึกใบหยก 2 สูงกว่าด้วย และวิวจากมุมสูงของกรุงเทพฯ ก็สวยกว่าเยอะครับ ไม่ว่าจะมองไปยังทางด่วนแถวมักกะสันหรือมองไปทางฝั่งเจ้าพระยาก็ตาม เพราะที่บอกว่า Auckland เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์นั้นเทียบไม่ได้กับกรุงเทพของเราเลย


Sky tower ที่มองเห็นเด่นเป็นสง่าอยู่กลางใจเมือง Auckland ภาพนี้ถ่ายจากบริเวณที่พักที่อยู่มุมถนน City Road ตัดกับถนน Liverpool Street ในตอนกลางคืนก็ดูสวยงามไปอีกแบบ


ภาพนี้ถ่ายลงมาจากส่วนที่ชมวิวบน Sky Tower ที่เขาเรียกว่า Sky Deck มองมายังทางทิศใต้ของตัว Tower จะเห็นทางด่วนที่จะมุ่งลงไปทางเมือง Hamilton ที่อยู่ทางใต้ของ Auckland

ลงจาก Sky Tower ผ่าน Starbucks เลยแวะหากาแฟดื่มแก้หนาวสักหน่อยก่อนจะกลับที่พัก เป็นอันว่าวันนี้ก็หมดไปอีกวัน ยังมีอีกวันที่อยู่ใน Auckland เพราะจะได้ดูตอนกลางวันบ้าง แต่ตอนนี้เขียนมาเยอะแล้ว เอาไว้ติดตามตอนต่อไปดีกว่านะครับ ตอนต่อไปจะได้พาชมเมือง Auckland ตอนกลางวันบ้างว่ามีอะไรน่าสนใจ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To New Zealand 2010 – Part 1
Trip To New Zealand 2010 – Part 2
Trip To New Zealand 2010 – END

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ 2010 ตอนที่ 2

มาต่อตอนที่ 2 กันเลยครับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกก็เข้าไปอ่านก่อนได้ที่ Trip To New Zealand 2010 – Part 1 เพื่อจะได้ไม่งงนะครับ เมื่ออ่านแล้วก็ติดตามกันต่อได้เลย

เช้าวันที่ 27 กันยายน 2553 หลังจากปรุงอาหารเช้าแบบง่ายๆ กันเองแล้วก็มุ่งหน้าออกจาก Christchurch ขึ้นไปทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1 โดยจะลัดเลาะไปตามชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะใต้ตอนบน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 190 กม. ก็จะถึง Kaikoura ที่ขึ้นชื่อสำหรับการนั่งเรือดูวาฬ (Whale Watching)ในทะเล แต่ด้วยเวลาที่จำกัดและมีบางคนเมาเรือ ทำให้ไม่ได้ไปนั่งเรือชมวาฬขนาดยักษ์ที่นี่ แต่ก็มีโอกาสไปเดินชมแมวน้ำ (Seals) กับนกนางนวล (Seagulls) อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด จะสังเกตว่า บ่อยครั้งจะเน้นว่าชมฟรีหรือไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เพราะที่นิวซีแลนด์นี้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ส่วนใหญ่จะต้องเสียค่าเข้าชมเกือบทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่ค่าผ่านประตูคนละ 5 – 10 บาทเหมือนบ้านเรานะครับ อย่างต่ำก็ต้อง NZ$20 หรือประมาณ 460 บาทขึ้นไป ยังเคยคิดเล่นๆ เลยว่า บ้านเรามีโบราณสถานหรือสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกสนใจอยากจะเข้าชม ถ้าเราเก็บค่าเข้าชมคนละ 500 – 1,000 บาท ก็คงจะทำให้มีรายได้พอที่จะเอามาบำรุงรักษาโบราณสถานเหล่านั้นให้ดูดีกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก น่าเสียดายที่ผู้เกี่ยวข้องในบ้านเรากลับไม่มีใครให้ความสนใจด้านนี้เท่าที่ควร

 
ที่พักที่อยู่ในเครือของ YHA (Youth Hostel Association) เป็นที่พักสไตล์ Backpackers และแต่ละที่จะต้องมีครัวส่วนกลางให้ผู้เข้าพักได้มีที่สำหรับประกอบอาหารเอง ถือว่าเป็นที่พักที่ให้ความสะดวกและราคาสมเหตุสมผล ด้านซ้ายคือ YHA Rolleston ที่ Christchurch และด้านขวาคือ YHA Wedgwood House ที่ Picton

หลังจากใช้เวลาอยู่ที่ Kaikoura กว่า 3 ชั่วโมง แล้วก็มีโอกาสได้ชิมกุ้งชนิดหนึ่งที่เขาเรียกกันว่า Crayfish เพราะที่นี่เขาเป็นอาหารขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างทีเดียว เวลาขับรถเลียบชายฝั่ง ก็จะเห็นร้านอาหารที่เอาเจ้ากุ้ง Crayfish มาย่างขายกันดาษดื่น ถ้ามีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมแวะชิมนะครับ (อร่อยหรือไม่อร่อยก็ขึ้นอยู่กับลิ้นของแต่ละคนแล้วละครับ ฮ่าๆๆๆ) ต่อจากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปอีกกว่า 160 กม. เส้นทางที่ใช้ยังคงเป็นเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวลัดเลี้ยววกวนไปตามไหล่เขาเลียบเลาะชายฝั่ง แต่วิวทิวทัศน์ช่วงนี้จะสวยงามกว่าช่วงแรกที่ออกมาจาก Christchurch มาก หลังจากขับรถมาได้สัก 2 ชั่วโมง ก็จะถึงเมือง Blenheim เป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็ยังมีประชากรมากที่สุดในเขตภูมิภาคที่เรียกว่า Marlborough ที่เมืองนี้จะสามารถแยกไปทางซ้ายเพื่อข้ามไปยังเมือง Westport ทางชายฝั่งตะวันตกได้ แต่เรายังคงมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อเพื่อไปยังเมือง Picton ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางตอนเหนือสุดของเกาะใต้ เพราะเมืองนี้จะมีเรือเฟอรี่ข้ามช่องแคบคุก (Cook Strait) ไปยังเมืองหลวงคือ Wellington นั่นเอง จุดประสงค์ที่ตั้งใจขับรถจาก Christchurch มาที่นี่ก็เพื่อจะมาลงเรือเฟอรี่ข้ามฟาก แต่ความจริงถ้าไม่อยากขับรถมาลงเรือที่นี่ ก็สามารถนั่งเครื่องบินภายในประเทศจาก Christchurch ไปลงที่ Wellington เลยก็ได้ ที่เราเลือกขับรถกันมาทางนี้ก็เพราะอยากแวะชมวิวทิวทัศน์ทางฝั่งตะวันออกตอนบนของเกาะเหนือด้วย เราแวะพักที่เมือง Picton 1 คืน ที่พักก็เป็นในเครือ YHA เช่นเคย บรรยากาศก็โอเค ที่ต้องแวะพักเพราะต้องรอลงเรือเฟอรี่ในวันรุ่งขึ้น


ในประเทศนิวซีแลนด์ เท่าที่สังเกตจะมีร้านอาหารไทยอยู่แทบทุกเมือง อย่างน้อยก็ 1 – 2 ร้านสำหรับเมืองเล็กๆ ที่เห็นในภาพก็เป็นร้านอาหารไทยร้านหนึ่งในเมือง Kaikoura แต่ไม่ได้แวะเข้าไปชิมนะครับ เพราะมื้อเที่ยงวันนั้นชิมกุ้ง Crayfish ขนาดยักษ์แทน


บริเวณที่เขาเรียกว่า Seal Colony คือถิ่นที่อยู่อาศัยของแมวน้ำ เราสามารถขับรถเข้าไปจอดแล้วเดินข้ามเขาลงไปยังชายหาดที่มีแมวน้ำจำนวนมากนอนอาบแดด แล้วบริเวณเดียวกันก็จะเป็นที่วางไข่ของบรรดานกนางนวลด้วย

ตื่นเช้าวันที่ 28 กันยายน 2553 ก็ปรุงอาหารทานกันเองอีกเช่นเคย อย่างที่ทราบ ที่พักในเครือของ YHA ทุกแห่งจะต้องมีครัวสำหรับให้ผู้ที่มาพักได้ประกอบอาหารเองได้ เราก็เลยเลือกที่จะพักแบบนี้ตลอดการเดินทาง เพราะสะดวกและประหยัดและได้ทานอาหารที่ถูกปากเราเองด้วย อย่างน้อยก็มื้อเช้ากับมื้อเย็น เว้นแต่มื้อกลางวันส่วนมากก็จะฝากท้องไว้กับร้านอาหารสะดวกซื้อที่ชื่อว่า Subway ซึ่งเราขอเรียกว่าร้านขนมปังใส่ไส้ตามสั่ง เพราะเราสามารถเลือกชนิดและขนาดของขนมปัง แล้วก็จะใส่ไส้อะไรก็ได้ตามที่เขามีอยู่ ถ้าเรียกชื่อไม่ถูกก็ชี้ๆ เอา พนักงานเขาก็จะจับใส่ให้ ขนมปังฝรั่งเศสยาว 12 นิ้ว 1 ชิ้นก็อิ่มได้ไปจนถึงเย็นทีเดียว พอรับประทานอาหารเช้าเสร็จสรรพก็ขับรถไปยังท่าเรือเฟอรี่แล้วก็ทำการคืนรถที่เช่ามาตั้งแต่ Christchurch ที่นั่น การคืนรถนี่สะดวกมาก โดยขับรถไปจอดบริเวณลานจอดที่เขาเตรียมไว้สำหรับรถที่เช่ามา แล้วไปที่เคาน์เตอร์ที่เขาทำไว้ภายในบริเวณท่าเรือ ยกหูโทรศัพท์ที่เขาเตรียมไว้เพื่อแจ้งให้พนักงานเขาทราบว่าเราเอารถมาคืนแล้ว เมื่อเขารับทราบเราก็หย่อนกุญแจรถลงในกล่องที่เขาเตรียมไว้ ก็เป็นอันเสร็จ ที่เราไม่เลือกเอารถลงเรือเฟอรี่ข้ามไปใช้บนเกาะเหนือก็เพราะว่าไม่อยากเสียค่าระวางไปเปล่าๆ และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราไปเช่ารถที่เกาะเหนือก็จะถูกกว่าด้วย สู้ยอมหิ้วสัมภาระมาโหลดลงใต้ท้องเรือดีกว่า สำหรับคนที่ขับรถลงเรือก็ไม่ต้องเอาสัมภาระออกมาโหลดลงใต้ท้องเรือเหมือนเรา เพราะเขาสามารถขับรถลงเรือไปได้เลย

เรือเฟอรี่ที่ไปใช้บริการครั้งนี้เป็นของ Interislander ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเรือเฟอรี่ข้ามฟากรายใหญ่ของที่นี่ เป็นเรือขนาดใหญ่ นั่งสบาย มีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้ให้บริการด้วย (แต่ไม่ได้รวมกับค่าตั๋วนะครับ ค่าตั๋วปกติคนละ NZ$64 แต่ก็จะมีช่วงโปรโมชั่นลดราคาอยู่บ่อยๆ) ใช้เวลาได้การเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เรือก็เข้าเทียบท่าที่ Wellington เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ที่ได้ฉายาว่า เมืองแห่งวายุ (Windy City) เพียงเข้ามาถึงปากอ่าวก็รับรู้เลยว่าฉายานี้เป็นจริงสมคำกล่าวอ้าง เพราะลมแรงมากๆ ตอนที่ออกมายืนบนระเบียงนอกตัวเรือ แทบจะถูกลมพัดตกเรือทีเดียว หลังจากที่ถึงฝั่งเรียบร้อย คราวนี้ไม่เหมือนตอนที่ลงจากเครื่องที่ Christchurch เพราะออกมาก็เจอพนักงานของบริษัทรถเช่ามายืนถือป้ายรอรับภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้าเลย หลังจากมารับเราแล้วเขาก็พาเราไปทำสัญญาเช่ารถที่สำนักงานของเขาซึ่งอยู่ในตัวเมือง ตกลงเช่าทั้งหมด 9 วันๆ ละ NZ$37 (ประมาณ 850 บาท) ถือว่าถูกกว่าเมื่อ 3 วันแรกมาก


เรือเฟอรี่ของ Interislander ลำที่พาเราข้ามฟากไปมาระหว่างท่าเรือที่ Picton กับ Wellington เป็นเรือขนาดใหญ่สามารถขนรถตู้คอนเทนเน่อร์ได้หลายคัน รวมทั้งรถส่วนบุคคลอีกจำนวนมาก

เมื่อได้รถใช้เรียบร้อยก็ขับเข้าไปเช็คอินที่ YHA Wellington City ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับ Supermarket ที่ชื่อว่า New World เลยถือโอกาสแวะซื้ออาหารสดเพื่อเอาไปทำกับข้าว เพราะต้องพักที่นั่น 3 คืน เพื่อทำธุระที่ Victoria University of Wellington ให้เรียบร้อย ทั้งการสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีของลูกสาวและการจองหอพัก วันที่ไปถึง Wellington วันแรกอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนและลมแรงมากๆ เลยทำให้อากาศที่หนาวอยู่แล้วหนาวยิ่งขึ้นไปอีก มองไปทางไหนก็ขมุกขมัวไปหมด ยังคุยกันเลยว่าลูกสาวแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากจะย้ายไปเรียนต่อที่นั่น แทนที่จะเรียนต่อที่ University of Canterbury ใน Christchurch แต่คณะที่ลูกสาวจะเลือกเรียนนั้นเหมาะที่จะเรียนที่นั่นมากกว่า เพราะที่นั่นมีชื่อเสียงในด้านนี้ และก็เป็นเมืองหลวงสามารถทำงาน part-time ในระหว่างเรียนตามสถานที่ราชการต่างๆ ได้ เมื่อมานั่งบวกลบคูณหารดูแล้ว ทุกคนก็ลงมติเป็นเอกฉันท์อนุญาตให้ลูกสาวไปเรียนต่อที่นั่นได้ การสมัครเข้าเรียนต่อที่นั่นไม่ต้องสอบเข้าแข่งขันเหมือนบ้านเรา เนื่องจากลูกสาวไปเรียนที่นั่นตั้งแต่จบ ม. 3 จากเมืองไทย แล้วก็เข้าเรียนมัธยมปลายตามหลักสูตรของที่นั่น จึงมีสิทธิเข้าเรียนได้เลยถ้ายังมีที่ว่างเหลืออยู่และสอบวิชาที่เป็น NCEA (National Certificates of Educational Achievement) ได้ตามหลักสูตรที่กำหนดโดย NZQA (New Zealand Qualifications Authority) ซึ่งนักเรียนที่จะมีคุณคุณสมบัติเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่นั่นได้ต้องผ่านตามหลักเกณฑ์ขั้นต้นก่อนถึงจะมีสิทธิ์สมัคร วันนี้ก็หมดไปกับการเดินทางไปอีก 1 วัน ทั้งนั่งเรือข้ามฟาก รับรถ เตรียมซื้ออาหารสดเอาไว้ปรุงเองในแต่ละมื้อ โดยเริ่มตั้งแต่มื้อเย็นของวันที่ไปถึงทันที


ภาพนี้ถ่ายจากจุดชมวิวบนยอดเขา Mt. Victoria แต่อากาศไม่เป็นใจ ท้องฟ้าครึ้มอย่างที่เห็น แต่อย่างน้อยก็เห็นสภาพของเมือง Wellington ที่ตั้งอยู่บนปากอ่าวซึ่งจะรับลมที่พัดจากปากอ่าวขึ้นมาปะทะกับภูเขา Mt. Victoria อย่างเต็มที่

เช้าวันที่ 29 กันยายน 2553 หลังจากนอนหลับเต็มอิ่ม เพราะไม่ต้องคอยระวังแผ่นดินไหวเหมือนตอนที่นอนอยู่ Christchurch แล้ว ก็รีบลุกขึ้นมาปรุงอาหารเช้ารับประทานกันเอง เนื่องจากมีนัดกับเจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยตอน 10 โมงเช้า เพื่อให้พาทัวร์มหาวิทยาลัยและหอพักต่างๆ จะได้จัดการเรื่องการสมัครเข้าเรียนไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวที่มีโอกาสไปที่นั่น ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่วางไว้อย่างราบรื่น กว่าจะเสร็จภารกิจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยก็บ่าย 3 โมงกว่าแล้ว เลยถือโอกาสแวะเข้าไปชม Te Papa Tongarewa ซึ่งถือเป็น Museum of New Zealand ที่ไม่ควรพลาดเข้าไปชม พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้ชมฟรีอีกแห่งหนึ่ง ภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีเรื่องราวความเป็นมาของเมารี ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ด้วย และก็มีเจ้าปลาหมึกยักษ์ (Colossal Squid) ที่ถูกดองเอาไว้ แต่ที่นิวซีแลนด์นี่ค่าจอดรถแพงเหลือหลาย และยิ่งในเมืองนี่หาที่จอดรถฟรียากยิ่งกว่าหาทองคำในเหมืองดีบุกซะอีก ตามที่จอดรถริมถนนก็ต้องเสียค่าจอดเป็นชั่วโมงเหมือนกันแล้วก็จอดเกินเวลาที่กำหนดไม่ได้ด้วย แค่จอดริมถนนยังต้องจ่ายชั่วโมงละ NZ$4 หรือประมาณ 90 บาทแล้ว สรุปแล้ววันนี้ก็หมดเวลาไปกับเรื่องของมหาวิทยาลัยแถมท้ายด้วยการเข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์ Te Papa Tongarewa แต่ก็สบายใจ ที่จัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยไปได้ด้วยดี เพราะเป็นจุดประสงค์หลักจริงๆ ของการเดินทางไปนิวซีแลนด์ครั้งนี้ ส่วนเรื่องขับรถเที่ยวเป็นเรื่องรอง หลังจากที่ได้ทำภารกิจเกี่ยวกับเรื่องที่มหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว


ที่เห็นในภาพนั่นแหละครับคือเครื่องหยอดเหรียญสำหรับจ่ายค่าจอดรถตามริมถนนในแต่ละเมือง ด้านซ้ายมือคือที่เมือง Wellington ดูทันสมัยหน่อยเพราะสามารถใช้บัตรเครดิตจ่ายได้ด้วย ส่วนด้านขวามือเป็นของเมือง Rotorua ครับ เมื่อจ่ายเงินแล้วจะได้ใบเสร็จออกมา เราก็จะต้องเอามาวางไว้ที่คอนโซลหลังกระจังบังลมหน้ารถเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เดินตรวจตลอดเวลาได้เห็น ไม่งั้นจะโดนล็อคล้อ แล้วจะรู้ว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเป็นยังไง

เช้าวันที่ 30 กันยายน วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้าเลย ลมก็แรง หนาวก็หนาว อุณหภูมิตอนกลางวันอยู่ประมาณ 14 องศาเซลเซียส สำหรับคนไทยอย่างเราเรียกว่าหนาวทีเดียวเพราะมีทั้งฝนและลมมาช่วยเพิ่มความเย็นจนถึงกระดูก เลยทำให้ทุกคนนอนตื่นสายกันหมด ในห้องอบอุ่นเพราะมี Heater เลยทำให้วันนี้แทบไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนตามที่ได้วางแผนเอาไว้เลย นอกจากตอนบ่ายๆ ขับรถดูรอบๆ เมือง แต่ก็ถ่ายรูปอะไรไม่ได้ นอกจากนั้นก็แวะไปที่ Weta Cave ซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึกที่เกี่ยวกับตัวละครในภาพยนตร์อย่างเช่น Lord of the Ring อุตส่าห์ขับรถขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดเขา Mt. Victoria หวังว่าจะได้เห็นภาพเมือง Wellington ที่ชัดเจน สวยงาม แต่ก็มองไม่ค่อยเห็นอะไร เพราะท้องฟ้าครึ้มไปหมด เลยทำให้การไป Wellington ครั้งนี้พลาดโปรแกรมที่อยากแวะชมไปหลายแห่งทีเดียว ก็หวังว่าตอนขากลับที่จะต้องแวะมาที่นี่อีกครั้ง ท้องฟ้าจะเป็นใจให้มองเห็นเมือง Wellington ที่ชัดเจน เพราะอย่างน้อยลูกสาวก็จะต้องเรียนอยู่ที่นี่อีก 3 ปี จนจบปริญญาตรี

เขียนมาถึงตอนนี้ก็เริ่มตาลายอีกแล้ว เอาไว้ต่อพรุ่งนี้ดีกว่า เพราะพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่มขับรถออกจาก Wellington เพื่อเที่ยวจริงๆ ซะที …โปรดติดตามตอนต่อไป ฮ่าๆๆๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To New Zealand 2010 – Part 1
Trip To New Zealand 2010 – Part 3
Trip To New Zealand 2010 – END