TRIP TO EGYPT – 1

Posted: April 9, 2008 in Travel

การเดินทางไปอียิปต์ – 1

VisaToEgypt          การเดินทางครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปเยือนดินแดนไอยคุปต์ จึงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะเคยใฝ่ฝันไว้นานแล้วว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไปที่นี่ให้ได้ โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ได้เดินทางไปเอง แต่เป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะรวมทั้งหมดกว่า 80 ชีวิต ก็เลยไม่ต้องเตรียมตัวการเดินทางให้ยุ่งยากเหมือนการเดินทางด้วยตัวเอง ทุกอย่างบริษัททัวร์เตรียมไว้ให้หมดแล้ว ตั้งแต่การขอวีซ่า จองที่พัก เรื่องอาหารการกิน และจัดตารางการท่องเที่ยว เราก็แค่จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วไปตามนัดเท่านั้น ก็ถือว่าสะดวกดีไม่น้อย

          เริ่มการเดินทางด้วยสายการบินอียิปต์แอร์ (Egypt Air) เที่ยวบินที่ MS961 ตามตารางก็ควรจะออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 00.45 น. ของวันที่ 3 เมษายน 2551 แต่เอาเข้าจริงๆ กว่าล้อเครื่องบินจะพ้นจากสนามบินก็เป็นเวลา 01.35 น. เริ่มต้นก็ล่าช้าไป 50 นาทีซะแล้ว เที่ยวบินนี้ใช้เครื่อง A777/200 จุผู้โดยสารได้ 319 คน ดูจากสภาพภายใน ทั้งเบาะนั่งและอุปกรณ์ต่างๆ ค่อนข้างเก่า มีเพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่งเปรียบเทียบขึ้นว่า “เหมือนรถร่วมบริการเลยนะ” ในใจก็คิดว่า แล้วมันจะพาเราไปถึงที่หมายปลายทางหรือเปล่าหนอ แต่พอเครื่องไต่ถึงเพดานบินแล้วก็ผิดคาดครับ เครื่องบินได้นิ่ง เสียงเงียบดีกว่าเครื่องใหม่ๆ ซะอีก แบบนี้เรียกว่าได้ว่า “เก่าแต่เจ๋งแฮะ” เครื่องขึ้นมาได้ชั่วโมงกว่าๆ พนักงานต้อนรับบนแครื่องบิน (ซึ่งดูหน้าตาแล้วน่ากลัว ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาเอาซะเลย) ก็บริการด้วยอาหารมื้อไหนก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นก็คงจะเป็นเวลาประมาณตีสามกว่าๆ ของเมืองไทย อาหารก็มีให้เลือก 2 อย่างคือ ปลาหรือเนื้ออบกับมันบดเละๆ พร้อมผัก นี่เป็นอาหารมื้อแรกที่ต้องได้ลิ้มลองหลังจากออกจากบ้านเกิดเมืองนอน รสชาติก็แปร่งๆ ทานได้นิดเดียวก็ต้องหยุดขอน้ำส้มมาล้างคอ หลังจากทานอาหารมื้อแรกแล้วก็หลับๆ ตื่นๆ จนก่อนจะถึงสนามบินปลายทางประมาณ 2 ชั่วโมง เสียงกัปตันก็ปลุกด้วยภาษาอารบิกและภาษาอังกฤษ สำเนียงไม่คุ้นเคยว่าจะทำการบริการอาหารเช้า ก็เป็นอาหารมื้อที่สองที่อยู่บนเครื่องลำนี้ หลังจากทานอาหารเช้า เป็นขนมปังแห้งๆ เหนียวๆ กับเนย ซึ่งก็ต้องฝืนทานลงไปแล้ว เครื่องก็ได้ร่อนลงสู่สนามบินไคโร (Cairo International Airport) ล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์เวลา 06.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 11.05 ของเมืองไทย ซึ่งจะช้ากว่าเวลาในเมืองไทยอยู่ 5 ชั่วโมง นั่นแสดงว่าการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาในการบินรวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมงกับอีก 30 นาที

CairoAirport          สนามบินไคโรเป็นสนามบินที่ไม่มีงวงให้เครื่องบินจอดเทียบกับอาคารผู้โดยสาร ลงจากเครื่องบินแล้วจะต้องนั่งรถโค๊ชของสนามบินไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้าอีกต่อหนึ่ง พอถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ให้ประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเห็นช่องสำหรับตรวจหนังสือเดินทางมีอยู่แค่ 10 ช่องเอง นี่ขนาดเป็นสนามบินนานาชาตินะเนี่ย แล้วก็ไม่มีการแยกว่าช่องไหนสำหรับคนอียิปต์หรือช่องสำหรับคนต่างชาติด้วย กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเข้าไปรับกระเป๋าได้ก็ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง สมัยก่อนเคยบ่นว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองของไทยใช้เวลามากแล้ว มาเจอที่นี่ต้องยอมแพ้ครับ

          อากาศตอนเช้าที่สนามบินกำลังเย็นสบายๆ ประมาณไม่น่าเกิน 18 องศาเซลเซียส หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยก็แวะไปแลกเงิน พอดีมีเงินเหรียญสหรัฐติดตัวมาด้วยจำนวนหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้นคือ US$ 1.00 เท่ากับ LE 5.44 (Egypt Pound) หรือถ้าคิดกลับมาเป็นเงินไทย 1 ปอนด์ของอียิปต์ก็ประมาณ 5.70 บาทไทย ถ้า US$ 1.00 เท่ากับ 31 บาท ออกจากสนามบินด้วยรถโค๊ชขนาด 45 ที่นั่ง เพื่อไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Luciano Restaurant ภายในโรงแรม Grand Pyramids Hotel เป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ ซึ่งหน้าตาก็เริ่มไม่คุ้นเคย ส่วนมากก็จะเป็นถั่ว และอาหารที่เป็นเครื่องเทศกลิ่นรุนแรง ดีนะที่มีไข่ต้มและไข่กวน (Omelet) พอประทังไปได้ ส่วนเครื่องดื่มก็มีแค่น้ำส้มกับน้ำสับปะรดเท่านั้น ไม่มีน้ำเปล่าให้ด้วย เขาว่ากันว่าที่นี่น้ำเปล่าแพงกว่าน้ำมัน เขาเลยไม่นิยมบริการนำเปล่าให้ดื่มฟรีๆ

          ความประทับใจครั้งแรกที่ลงมาเหยียบแผ่นดินอียิปต์ก็คือ เริ่องของคำพูดของคนอียิปต์ ไม่ว่าเราจะขออะไร เขาก็จะบอกว่า “รอสักหนึ่งนาที” หรือ wait for one minute เช่น จะขอช้อนเพื่อใช้ทานข้าว เพราะปกติเขาจะให้มาแต่ส้อมกับมีดเท่านั้น แต่ 1 นาทีของอียิปต์นี่มันคงไม่ใช่ 1 นาทีของสากลแน่นอน เพราะไม่รู้อนาคตว่า 1 นาทีนั้นนานแค่ไหน บางครั้งก็ลืมไปเลยว่าขออะไรไว้ ไม่รู้ว่าจะเข้าตำราที่โบราณเขาว่า “เจองูกับเจอแขก ให้เลือกตีหัวแขกก่อน” หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ แต่เท่าที่สัมผัสเองไม่กี่ชั่วโมงที่มาถึง ก็ทำให้รู้สึกว่าคนอียิปต์เชื่อถืออะไรไม่ค่อยจะได้ซะแล้ว อ้อ… เกือบลืมไป อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าเขาไม่พร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยวนัก ทั้งๆ ที่เป็นห้องอาหารในโรงแรมระดับ 5 ดาวของเขาก็คือ เขาก็น่าจะทราบว่าคณะที่ไปมีกว่า 80 คน แต่เขามีที่นั่งให้แค่ 60 ที่ มันก็เลยเกิดโกลาหลพอสมควรกว่าจะได้ทานอาหารเช้าที่แสนกล้ำกลืนสำเร็จก็ปาเข้าไปเกือบ 11 โมงเช้า

TicketToStepPyramid    StepPyramid

          ต่อจากนั้น ทัวร์ไกด์ก็พาพวกเราออกเดินทางไปยังเมืองซัคคาร่า (Saqqara) ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงไคโร (Cairo) เพื่อไปชมปิรามิดขั้นบันได (Step Pyramid) ที่นี่ก็ต้องเสียค่าเข้าชมนะครับ ไม่ได้ให้เข้าชมกันฟรีๆ เท่าที่คำนวนคร่าวๆ ก็คิดว่ารัฐบาลของอียิปต์ก็น่าจะได้รายได้จากการเก็บค่าเข้าชมโบราณสถานต่างๆ วัน หนึ่งไม่น้อยทีเดียว อย่างเช่นที่นี่ก็เก็บค่าเข้าชมคนละ 50 ปอนด์อียิปต์ หรือประมาณ 300 บาทไทย ตามที่ไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังพอจับใจความได้ว่าปิรามิดขั้นบันไดที่เมืองซัคคาร่านี้เป็นต้นแบบของปิรามิดในยุคต่อๆ มา ปิรามิดขั้นบันไดที่ได้ไปชมเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ซอเซอร์ (Netjerikhet Djoser หรือ Zoser) ซึ่งเป็นฟาโรห์องค์ที่ 2 ในราชวงศ์ที่ 3 ของอียิปต์โบราณ เชื่อกันว่าปิรามิดขั้นบันไดซึ่งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า The Great Court of the Pyramid Complex of Djoser นี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยการออกแบบโดยอิมโฮเต็ป (Imhotep) ซึ่งเป็นทั้งแพทย์ นักปราชญ์ วิศวกร นักบวช และนักดาราศาสตร์ ในช่วง 2,667 – 2,648 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 4,675 ปีมาแล้ว และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันเป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ แล้วไกด์ท้องถิ่นยังบอกอีกว่า ปิรามิดขั้นบันไดที่เห็นจะแตกต่างกับมหาปิรามิด (The Great Pyramids) ที่เมืองกีซ่า (Giza) เพราะที่นั่นจะเป็นปิรามิดที่มีรูปทรงอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป และมีขนาดที่ใหญ่กว่าอีกด้วย เมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำให้ใจระทึก เพราะเท่าที่เห็นปิรามิดขั้นบันไดของฟาโรห์ซอเซอร์ก็นับว่าใหญ่โตมโหฬารแล้ว ยังจะมีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่กว่านี้อีกเหรอ อ้อ…. เกือบลืมไป ก่อนจะออกจากซัคคาร่า ก็ให้สะดุดหูกับชาวอียิปต์ที่มาเสนอขายของทีระลึกตามแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่วิหารที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับปิรามิดขั้นบันได ตอนนั้นผมก็กำลังถ่ายรูปอยู่เพลินๆ ก็เห็นมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปไปถ่ายรูปกับชาวอียิปต์ที่อยู่บริเวณนั้น พอถ่ายรูปเสร็จชายที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ตามสไตล์อียิปต์ก็แบมือขอเงินด้วยภาษา อังกฤษว่า “one dollar” ทีแรกผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่านี่ประเทศอียิปต์ เขาใช้เงินสกุลปอนด์อียิปต์ไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงขอเป็นเงินเหรียญสหรัฐ พอถามไกด์ท้องถิ่นก็ได้ความว่า ที่นี่โดยเฉพาะพวกที่ขายของกับนักท่องเที่ยว เขาอยากได้เงินเหรียญสหรัฐมากกว่าเงินปอนด์ของอียิปต์ครับ และต่อไปไม่ว่าเราจะไปสถานที่ท่องเที่ยวไหนๆ ในอียิปต์ก็มักจะได้ยินคำว่า “one dollar” เช่น ถ้าเขาจะขายของ 4 ชิ้นในราคา 1 ดอลล่าร์ เขาก็จะพูดว่า “four for one dollar” ก็ให้เข้าใจตามนั้น

TicketToMitRahina    MitRahinaMuseum

          ใช้เวลาอยู่ที่ซัคคาร่าประมาณ 30 นาที ก็ออกเดินทางต่อไปยังเมืองเมมฟิส (Memphis) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอียิปต์โบราณมาก่อน ตามที่ไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าเมมฟิสได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่ามีความสำคัญในการรวมอียิปต์บน (Upper Egypt) และอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) ให้เป็นหนึ่งเดียวโดยฟาโรห์องค์แรกคือเมเนส (Menes) แต่ที่ทัวร์จะพาไปชมนี้เรียกว่ามิต-ราฮินา (Mit-Rahina) ซึ่งเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองเมมฟิส และแน่นอน… ก็ต้องเสียค่าเข้าชมอีกเช่นเคย คราวนี้เสียคนละ 30 ปอนด์อียิปต์ หรือประมาณ 180 บาทไทย มิต-ราฮิน่าเป็นสถานที่ตั้งของวิหารที่คาดกันว่าใหญ่ที่สุดในอียิปต์โบราณมาก่อน ณ ที่ แห่งนี้ก็ได้เห็นสฟิงค์ (Sphinx) ที่แกะสลักมาจากหินอ่อนที่เรียกว่าอลาบาสเตอร์ (Alabaster) แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าเป็นสฟิงค์รูปใบหน้าของฟาโรห์องค์ไหน เท่าที่เดินดูรอบๆ ก็จะเห็นหินแกะสลักรูปต่างๆ รวมทั้งบันทึกที่แกะสลักด้วยอักษรเฮียโรกลีฟ (Hieroglyphs) หรือที่มักเรียกกันว่า Hieroglyphics ซึ่งถือว่าเป็นอักษรอียิปต์โบราณ ในบริเวณนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่เก็บรูปแกะสลักจากหินปูนขนาดใหญ่ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Colossus of Ramesses II) แต่ส่วนเท้าไม่มี

          ออกจากมิต-ราฮิน่า ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ซึ่งก็ล่วงเลยเวลามาถึงบ่าย 2 โมง ทัวร์พาแวะที่ห้องอาหารที่มีชื่อว่า Sphinx Sun 2 อาหารก็เป็นบุฟเฟ่อีกเช่นเคย แต่หน้าตาอาหารดีกว่ามื้อแรกนิดหนึ่ง ตรงที่มีทั้งปลาและไก่ย่างที่พอจะทานได้ ในขณะที่นั่งทานกันอยู่พนักงานในร้านก็จะถือถาดใส่แก้วน้ำส้มคั้นมาถามว่าต้องการดื่มมั๊ย เพื่อนร่วมคณะเดินทางมาด้วยกันบางคนก็นึกว่ารวมอยู่ในรายการอาหารที่ทัวร์จัดให้ด้วย ก็ตอบ Yes ทันใด แต่ผมไหวตัวทัน เพราะคิดว่าถ้าอะไรก็แล้วแต่ที่รวมอยู่ในรายการหลักแล้ว เขาจะไม่มาถามว่าจะรับหรือไม่รับ และก็เป็นดังคาด พอทานอาหารเสร็จพนักงานก็ตามมาเก็บเงินค่าน้ำส้ม แก้วละ 20 ปอนด์อียิปต์ หรือประมาณ 120 บาทไทย ก็ได้ประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมกันไป

TicketToGizaPyramids    GreatPyramids

          หลังจากที่อิ่มหนำสำราญกับอาหารและน้ำส้มสุดอร่อยแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองกีซ่า (Giza) อันเป็นที่ตั้งของมหาปิรามิดทั้งสาม ที่นี่เก็บค่าเข้าชมคนละ 50 ปอนด์อียิปต์ หรือ 300 บาทไทย พอรถโค๊ชขับออกมาจากห้องอาหารเมื่อกี้ก็มองเห็นปิรามิดอยู่ไม่ไกล มันช่างเป็นอะไรที่ใหญ่โตมากๆ ใจก็เริ่มระทึกว่าสิ่งที่รอคอยกำลังจะอยู่ตรงหน้าของเราแล้วในไม่ช้า ในขณะที่รถเข้าใกล้ตัวปิรามิดเรื่อยๆ ไกด์ท้องถิ่นก็เล่าให้ฟังต่อว่า มหาปิรามิดหรือ Great Pyramids at Giza นี้ประกอบด้วย 3 ปิรามิด คือปิรามิดของคูฟูหรือคีออฟ (Khufu or Cheops) ซึ่งเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดความกว้างของฐานแต่ละด้านเท่ากับ 241 เมตร สูง 153 เมตร สร้างด้วยก้อนหินปูนจำนวนกว่า 2.3 ล้านก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนักระหว่าง 2.5 – 15 ตัน ปิรามิดที่สองรองลงมาเป็นของคาเฟร (Khafre) ซึ่งมีสฟิงค์ขนาดใหญ่ (Great Sphinx) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวปิรามิด ปิรามิดสุดท้ายที่อยู่ในอาณาบริเวณของมหาปิรามิดก็คือปิรามิดของเมนเคอเร (Menkaure) GreatSphinxซึ่งฟาโรห์ทั้งสามก็อยู่ในราชวงค์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณเช่นเดียวกัน เมื่อทราบประวัติกันคร่าวๆ แล้วก็ถึงเวลาที่จะลงไปสัมผัสหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกซะที เมื่อลงไปยืนถ่ายรูปคู่กับปิรามิดของคูฟูแล้วเหมือนกับว่าเราเป็นเพียงแมลงตัวน้อยตัวหนึ่งเพราะเรายังตัวเล็กกว่าหินก้อนเดียวที่ใช้สร้างปิรามิดแห่งนี้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็เกิดคำถามมากมายว่า คนโบราณเขาสร้างกันได้อย่างไร หินแต่ละก้อนถูกตัดด้วย อะไรถึงได้เอามาประกบกันได้แนบสนิท และที่สำคัญก็คือเขายกกันขึ้นไปเรียงได้อย่างไรทั้งๆ ที่หินแต่ละก้อนหนักกว่า 5 ตัน ไม่มีใครตอบได้ มีแต่การสันนิษฐานเท่านั้น ลองนึกเล่นๆ ดูว่า ถ้าให้วิศวกรปัจจุบันลองช่วยกันสร้างปิรามิดแบบนี้ ผมว่าคงจะมืดแปดด้านเหมือนกัน ตามที่ไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าปิรามิดนี้ใช้เวลาลำเลียงหินมาจากเมืองอัสวาน (Aswan) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ มาตามแม่น้ำไนล์เป็นเวลากว่า 10 ปี และใช้เวลาสร้างจริงๆ อีก 20 ปี พูดถึงแม่น้ำไนล์ (Nile River) เป็นแม่น้ำที่แปลกเพราะไหลจากทิศใต้ลงสู่ทะเลเมดิเตอเรเนียน (Mediterranean Sea) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ มีความยาว 6,695 กม. เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงอียิปต์บน (Upper Egypt) ก็หมายถึงอียิปต์ที่อยู่ทางต้นแม่น้ำไนล์ หรือทางตอนใต้ แต่อียิปต์ล่าง (Lower Egypt) ก็คือดินแดนอียิปต์ตอนปลายของแม่น้ำไนล์ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือที่ติดกับทะเลเมดิเตอเรเนียน ครั้งแรกก็ทำให้สับสนเหมือนกัน เพราะความเข้าใจของเราคำว่า อียิปต์บน ก็น่าจะอยู่ทางเหนือมากกว่า

          หลังจากใช้เวลาชมปิรามิดกันจนหนำใจแล้ว บางคนก็ขอไปลองขี่อูฐชมทะเลทรายดูบ้าง แต่ได้ข่าวมาว่า หลายคนถูกอียิปต์ฟันหัว เอ้ย…ไม่ใช่ซิ ต้องบอกว่าถูกคนอียิปต์ไถเงินแบบซึ่งๆ หน้า เพราะตอนที่ตกลงราคากันเสร็จแล้วขึ้นนั่งบนหลังอูฐ เขาก็จูงฮูฐเดินออกไป พอลับมุมอาคาร เจ้าคนที่จูงอูฐก็ออกลายแบมือขอตังค์ บอกว่าถ้าอยากให้พาออกไปกลางทะเลทรายต้องจ่ายเพิ่มคนละ 10 ปอนด์อียิปต์ สรุปทุกคนก็ไม่ยอมจ่าย ก็เลยอดขี่อูฐกลางทะเลทรายกันถ้วนหน้า นอกจากนั้นยังทำให้หลายคนผิวเริ่มคล้ำขึ้น เพราะแดดที่นี่แรงมาก ถึงแม้อากาศจะไม่ค่อยร้อน อุณหภูมิตอนบ่ายก็น่าจะอยู่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส แต่เห็นไกด์ท้องถิ่นบอกว่าพวกเราโชคดีที่มาวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใส เนื่องจากไม่มีพายุทะเลทราย ไม่เช่นนั้นเราแทบจะมองไม่ค่อยเห็นอะไร นอกจากหมอกจากฝุ่นทะเลทรายที่มาบดบังทัศนียภาพ

PapyrusPlant    PapyrusMakingEquipments

          ต่อจากนั้นทัวร์ก็พาไปดูการสาธิตการทำกระดาษจากต้นปาปิรุส (Papyrus) ซึ่งเป็นกระดาษชนิดแรกของโลกที่คนอียิปต์โบราณใช้บันทึกเรื่องราวด้วยรูปภาพต่างๆ โดยเฉพาะข้อความสรรเสริญเทพเจ้า เท่าที่ฟังและชมการสาธิตวิธีทำกระดาษจากต้นปาปิรุสก็ได้ความว่า เขาจะเอาต้นปาปิรุสซึ่งมีลักษณะลำต้นเป็น 3 เหลี่ยมคล้ายปิรามิดมาตัดเป็นท่อนๆ ความยาวตามที่ต้องการ เสร็จแล้วปอกเปลือกและหั่นเป็นแผ่นบางๆ นำมาบดให้แบนด้วยลูกกลิ้งที่ทำด้วยไม้ แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ นานท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว พอเส้นใยมันนุ่มก็นำมาสานให้เป็นแผ่นขนาดความกว้างตามที่ต้องการ แล้วนำผ้ามาประกบทั้งด้านบนและล่าง เพื่อซับน้ำให้แห้ง ต่อจากนั้นก็เอาเข้าเครื่องบด (คล้ายๆ เครื่องรีดปลาหมึกบ้านเรา) เพื่อให้เส้นใยติดกันเป็นแผ่น แล้วก็เอาไปตากให้แห้ง ก็จะได้กระดาษปาปิรุส โดยที่ไม่ต้องมาใส่กาว หรือน้ำยาเคมีใดๆ หลังจากสาธิตจบ พนักงานแต่ละคนในนั้นก็เริ่มทำหน้าที่ขายของทันที ใครทำท่าสนใจภาพไหนที่วาดลงบนกระดาษปาปิรุส พนักงานก็จะเข้าประกบแล้วเกลี้ยกล่อมจนทำให้ผู้นั้นควักกระเป๋าซื้อจนได้ สรุปวันนั้น หลายคนก็ได้ภาพวาดบนกระดาษปาปิรุสมาคนละแผ่นสองแผ่น พอหอมปาก หอมคอ สนนราคาก็มีตั้งแต่แผ่นละ 100 ปอนด์อียิปต์ไปจนถึง 7,500 ปอนด์อียิปต์เท่าที่เดินสแกนดูด้วยสายตา แต่ผมไม่ได้ซื้อนะครับ เพราะไม่รู้จะเอาไปติดไว้ที่ไหนในบ้าน เห็นที่เพื่อนๆ ซื้อก็ต่อรองราคากันสนุกสนาน คือราคาตามป้าย 100 ปอนด์ ก็สามารถซื้อได้ที่ราคา 30 ปอนด์ เป็นต้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่า ต้องต่อรองราคาลงมาอย่างน้อย 70% ทีเดียว

          หลังจากได้ความรู้เรื่องการทำกระดาษปาปิรุสและเสียตังค์กันนิดๆ หน่อยๆ แล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเย็น ทัวร์ก็พาไปทานอาหารเย็นริมฝั่งแม่น้ำไนล์ แต่เป็นร้านอาหารจีนสไตล์อียิปต์ที่บอกได้เลยว่า เป็นอาหารจีนที่รสชาติแตกต่างจากอาหารจีนที่เราเคยทานกันในเมืองไทยโดยสิ้นเชิง ครั้งแรกที่ไกด์บอกว่าจะพาไปทานอาหารจีน ก็นึกในใจว่าเย็นนี้คงได้ทานให้อร่อยสักมื้อ เพราะ 2 มื้อแรกแทบทานอะไรไม่ค่อยได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ อาหารจีนสไตล์อียิปต์ที่ต้องก้มหน้าก้มตาฝืนกลืนลงไปเพื่อให้หนักท้องเข้าไว้ ดีนะครับที่ทางทัวร์เขานำน้ำพริกนรกกับน้ำปลาไปด้วย ไม่งั้นคงจะกลืนอาหารจีนที่นี่กันลำบาก จะเรียกว่าน้ำพริกช่วยชีวิตก็ว่าได้ ทานเสร็จก็ออกจากร้านโดยที่ไม่ได้จำเลยว่าชื่อร้านอะไร ใครมีโอกาสไปก็ลองดูๆ นะครับ น่าจะมีไม่กี่ร้านที่เป็นภัตตาคารจีนอยู่ริมแม่น้ำไนล์ในกรุงไคโร อ้อ… นึกออกแล้วครับ ชื่อว่า Nile Dragon

          ทานอาหารเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบ 4 ทุ่ม ก็แสดงว่าตั้งแต่ออกจากบ้านที่เมืองไทยมาถึงเวลานี้ยังไม่ได้อาบน้ำเลยเป็นเวลากว่า 30 ชั่วโมงแล้ว เรียกว่าดองเปรี้ยวดองเค็มกันได้ที่ คืนนี้ได้เข้าพักที่โรงแรม Intercontinental Pyramids Park Resort Cairo สภาพห้องพักก็ถือว่าพอดูได้ อาคารห้องที่หักเป็นอาคาร 2 ชั้น เสียอย่าง เดียวน้ำไหลค่อยและน้ำร้อนก็ร้อนมาก ปรับให้อุ่นลำบาก พอปรับมาทางเย็นก็เย็นอย่างเดียวไม่ร้อนซะงั้น พออาบน้ำเสร็จสับหัวถึงหมอนก็หลับไปในทันใด

          ก็หมดไปหนึ่งวันแล้วครับ คนเล่าก็เหนื่อย คนอ่านก็คงตาลาย ใครสามารถอ่านมาจนถึงตอนนี้ได้ก็ถือว่ามีความสนใจและอดทนจริงๆ แต่ถ้าใครยังอยากติดตามวันต่อไปก็คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To Egypt – 2
Trip To Egypt – 3
Trip To Egypt – End

Comments
  1. PHATCHA_ says:

    หวัดดีคะคุณอา ขอเม้นก่อนกัวโดนแย่งอ่ะคะ
    แค่เห็นรูปว่าคุณอาไปที่ไหนมาก็กรี๊ดก่อนแล้วอ่ะคะ
     
    โฮ้วววววอียิปต์อะชอบม๊ากๆๆๆๆๆๆ
    เด๋วอ่านจบมาเม้นอีกทีคะ
     
    งิงิฮือฮือ อยากไปอียิปต์
     

  2. PHATCHA_ says:

    ปัดได้เลขเด็ดด้วยอะคะ 313 เงิ๊กๆๆๆ
    ดินแดนไอยคุปต์ ปาปิรุส เมมฟิส
    เหมือนอ่านนิยายเลยอะคุณอา
    อยากไปบ้างจังคะ  หุยหุย
     

  3. Surasak says:

    อิจฉาจังเลยครับคุณพี่
    ยังไม่เคยไปต่างประเทศกับเค้ามั้งเลย
    ไว้ไปเที่ยวเมืองไทยนี่แหละ
    แล้วจะเก็บรูปมาฝาก

  4. จันทร์กระจ่างฟ้า says:

     
    แวะมาสำรวจดูก่อนนะคะว่าสเปซคุณอาไม่มีเยา

  5. genwan says:

    สวัสดีครับคุณอา เดี๋ยวนี้ก็ยังอัพกันอยู่เรื่อยๆนะครับ แต่ตัวกระผมแล้วอีกหน่อยก็คงจะอัพกันอย่างเป็นประจำทุกอาทิตย์ไม่ได้แน่เรย
     
    อีบิปต์ อ่านว่า อี-หยิบ คนไทยเชื้อสายจีนในไทยอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปได้นะครับ เพราะว่า "อีหยิบ" อั๊วไม่ได้หยิบ ลื้อก็ไม่ได้หยิบ แต่ อีหยิบ…….(เขาหยิบ)
    (ต้องขอโทษขอโพยด้วยถ้าหากมุขนี้มันทำให้คุณอา ระอาใจ….)
     
    อียิปต์ก็เป็นเมืองโบราณนะครับ แต่เรื่องอาหารการกินเนี่ย ถ้าจะไปเมืองเค้าก็ต้องทำใจนิดหน่อย หรือก่อนไปอาจจะฝึกปรือวรยุธกันก่อนโดยกินแต่อาหารบ้านเกิดเทองนอนของเขากันไปก่อน พอไปถึงแล้วจะได้ทำใจได้บ้าง
    เท่าที่อ่านมา ท่าทางคุณอาก้คงจะไม่ชอบอาหารบนเครื่องด้วยอีกเช่นกัน (น่าจะขอเค้าใส่ถุงลงมาแจกคนอื่นนะคับ พอดีเคยทำมาแล้ว เป็นขากลับไทยจะดีมาก ขอใส่ถุงยังไงเขาก็ต้องให้แหละคับ เราก็จ่ายค่าอาหารไปแล้วด้วย…)
     
    เห็นคุณอาไปเที่ยวอียิปต์แล้ว ตัวผมเองก็อยากไป(อยากไปอยู่แล้ว) อยากไปเยี่ยมชมดู วิศวกรรมในสมัยโบราณที่ยังมีให้เห็นจนถึงปัจจุบันกันเลยทีเดียว แต่เรื่องอาหารการกินก็ต้องฝึกปรือวรยุธกันก่อนไปสักนิด (ฮ่าๆ)
    อย่างน้อยๆ เราไปเมืองของแขก กินอาหารแขก เราจะได้ไม่แขกตี้นะคับ (ฮ่าๆๆ)
     
    จะว่าไปแล้วคุณอาก็เขียนไม่เยอะหรอกครับ อ่านทั้งหมดไม่ถึง5นาทีก็จบแล้ว (เอ…หรือว่าเราเป็นคนที่ อ่านและเขียนบ่อยเลยค่อนข้างคล่อง)
    ยังไงก็ในอนาคตกระผมก็อาจจะไม่ได้อัพกันเป็นประจำอย่างนี้แล้วน่ะคับ แต่ยังไงก็จะพยายามคับ
    สวัสดีคับ
     

  6. Miss Sally says:

    555 แสดงว่าแอร์ม่ายสาวแล้วก็น่ากลัวแน่เยยยย *-*!!!
    ตลกเรื่อง wait for one minute  555+++…… 1 นาทีของคนเราม่ายเท่ากันงัยค่ะ อิอิอิอ
    แล้วที่น่าประหลาดใจมากๆๆๆๆๆ ก็นี่เลย อิมโฮเต็ป คือ…เค้าเป็นทั้งนักปราชญ์ วิศวกร นักบวช แล้วก็นักดาราศาสตร์ด้วยเหรอค่ะ
    ทำไม……โค-ตะ-ระ เก่งขนาดน้านนนนน (อยากขอซักเศษเสี้ยวสมอง เผื่อฟลูอิดเทอมที่จะเรียนเทอมนี้จะได้เอ ^^)
    เด๋วจะเข้ามาอ่านต่อนะคร้า อ้อ คุณอาชื่ออะรัยเหรอค่ะ นู๋จะเรียกศิษย์พี่ก็กระรัยอยู่ อิอิอ(พอดีเข้ามาขอควารู้เรื่องคอมบ่อยๆ O^O )

  7. ✿ของขวัญไม่ต้อง says:

    คบเด็กป่วนไว้ไม่ผิดหวังค่ะอา อิอิ ไม่ต้องรอแม้แต่ 1 นาที  อึ๋ยอียิปต์เลยหรอค่ะ น่ากลัว หนูเป็นคนกลัวรูปปั้นใหญ่ๆ ไม่ว่าปั้นอะไรกลัวหมดค่ะไม่ชอบเลยค่ะ  (เห็นรูปสองป่วนแล้วคิดถึงลูกคุ๊กกี้มากกว่ากระมังค่ะอา หนูรออยากให้โตเร็วๆแบบคุ๊กกี้ซะทีจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากเหมือนวันนี้ซึ่งยุ่งจริงๆๆๆ)เด็กๆขึ้นป.1 ค่ะอา  ขอบ่นหน่อย วิชาการแต่ละวิชาก็โหหนักซะ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เล่นเอาต้องไปTBT ขนซื้อแบบฝึกหัดมาหาให้มันใกล้ๆกับที่ลูกเรียนมาสอน  วันนี้ลูกรู้สึกยิ้มได้เพราะเข้าใจมากขึ้น เป็นพ่อเป็นแม่นี่มันเหนื่อยๆจริงๆเนอะคุณอา…คุณอาคงสบายดีดูจากหน้าตานะคอนเฟริ้มว่าสบายดีอิอิ

  8. 小雨 says:

    สวัสดีค่ะคุณอา
    ก่อนอื่นต้องขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยมเยียนที่สเปซมา หุหุ สเปซของฝนชักเริ่มมีไยแมงมุมเกาะแล้วค่ะ ไม่ได้อัพเดทนานมากๆ
    คุณอาเพิ่งไปเที่ยวมาหรอคะ ถึงว่าสิคะ เห็นเงียบๆหายไป ไปทัวร์รอบโลกอยู่นี่เอง น่าอิจฉาจิงๆ อิ อิ
    ฝนอ่านเรื่องที่ไปอียิปต์แล้ว คุณอาเขียนได้ตลกดีค่ะ อ่านแล้วเพลินๆดีด้วย วันหลังมาอัพเดทเพิ่มเติมด้วยนะคะ
    ว่าไปเที่ยวที่อียิปต์วันต่อๆมาเป็นยังไงบ้าง ทรหดเหมือนวันแรกไหม ขนาดวันแรกยัง ดองเปรี้ยวดองเค็มไปตั้งเป็นวัน
    อยากรู้จิงๆค่ะว่ากลับจากไปเที่ยวคราวนี้ คุณอานน.ลดไปบ้างไหมคะ เห็นอาหารที่บรรยายแต่ละอย่าง ท่าทางไม่อร่อยเล้ยยยย…
     
    วันนี้แวะมาทักทายยาวหน่อยนะคะ ด้วยความคิดถึงค่ะ
    นู๋ฝน

  9. electronic says:

    อิจฉาคนได้ไปเที่ยวเมืองนอกจริงๆ
     
    แต่ชอบเที่ยวเมืองไทยดีกว่า
     
    เพราะเคยเบื่อกับการไปเป็นหมู่คณะ
     
    และความแตกต่างที่ไม่คุ้นเคย
     
    แต่ไงอิจฉาอยู่ดี
     

  10. G. zama says:

     
    แฮ่……หวัดดีคะคุณพี่ ไปยิบอะ อะมะช่าย ไปอียิบป์ มาเหรอคะ อิอิ
    ก็ได้ข่าวแว่วๆ แต่มะแน่ใจ แต่พอเข้ามาอ่าน โฮ…ก็เพราะประเทศนี้แระคะ
    เกือบพัดหลงกับ คุณบีบี เค้าซะแล้ว ตกเครื่อง อะมะช่ายเครื่องบินตกนะคะ
    ก็รอคุณเค้าไปเที่ยวแล้วไม่ทันเครื่อง 77777 ทอสับข้ามประเทศ ให้รอที่หนามบิน
    พนักงานที่หนามบิน พูดว่า * นี่ไม่ใช่การตูนนะครับ *
     
     
     

  11. T h e K i K says:

     
    เป็นทริปที่ต้องมีร่างกายแข็งแรง
    ขี้โรคอย่างหนูไปไม่ได้แน่เลย
     
    แต่…อยากไปนะคะ
     
    ไปอ่านต่อดีก่า
     

  12. nong_jook says:

    เพิ่งอ่านแบบละเอียดก็วันนี้  ท่าทางจะเหนื่อยนะคะเนี่ย 

  13. da says:

    ขอบคุณสำหรับความรู้ที่ได้รับ เคยติดตามเรื่องกระดาษปาปิรุส วันนี้ได้รายละเอียดเพิ่มขึ้น ที่สำคัญการเขียนนำเสนอน่าสนใจ บรรยายการเดินทางเกิดภาพที่ชัดเจนตั้งแต่การเริ่มต้น….การบักทึกทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา เก็บรายละเอียดหมดจด ถือว่าเป็นคนที่มีความพิถีพิถันมาก ลีลาการนำเสนอน่าสนใจค่ะ กระดาษปาปิรุสนี้ใช้เขียนคัมภีร์เรียกว่าคัมภีร์เทนาคร์ ซึ่งใช้เวลาในการเขียน 900 กว่าปี ไม่ทราบว่าได้ชมคัมภีร์ดังกล่าวบ้างไหมค่ะขออนุญาตที่จะcopy ข้อมูลจากการเขียนครั้งนี้เพื่อใช้ประโยชน์บ้างค่ะ

  14. SP_Ladplakao62 says:

    คัมภีร์ที่ว่านั้นผมไม่มีโอกาสได้ชมครับ เพราะไม่ทราบว่าเก็บไว้ที่ใด ส่วนเรื่องจะ copy ข้อมูลในบล็อกนี้ไปเผยแพร่ก็ยินดีครับ

  15. da says:

    เมื่อแรกตั้งใจว่าคืนนี้จะเข้ามาชมภาพแต่ใจร้อนค่ะ ทุกภาพสวยงามและมีความหมายมาก นี้คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปให้ได้ ครั้งหนึ่งในชีวิตครั้นพอชมภาพพร้อมข้อความบรรยายยิ่งเพิ่มดีกรีความปรารถนามากขึ้นค่ะ

  16. lonelywolf says:

    มานั่งอ่านได้ แปบเดียว ตาลายเดี่ญวมาอ่านต่อน่ะค่ะกำลังสนุก อยากไปบ้างๆๆๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s