TRIP TO EGYPT – 3

Posted: April 12, 2008 in Travel

การเดินทางไปอียิปต์ – 3

          เช้าวันที่สามของการเดินทาง เริ่มต้นขึ้นด้วยสูตร 6-7-8 คือเสียงปลุกตอน 06.00 น. เพื่อให้เวลาอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงมาทานอาหารเช้าเวลา 07.00 น. ต่อจากนั้นก็ Check-out ออกจากโรงแรมเวลา 08.00 น. วันนี้ต้องออกจากกรุงไคโรเพื่อเดินทางไปยังเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) หรือไข่มุกแห่งเมดิเตอเรเนียน (The Pearl of the Mediterranean) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือและห่างจากกรุงไคโรประมาณ 225 กม. อเล็กซานเดรียเคยเป็นเมืองหลวงของอียิปต์โบราณเหมือนกัน เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) อเล็กซานเดรียถือเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกโบราณ และยังเป็นเมืองที่ทำให้เรารู้จักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคลีโอพัตรา (Cleopatra) กับมาร์คแอนโทนี่ (Mark Antony) อีกด้วย… ระหว่างทางก็หลับๆ ตื่นๆ เพราะไม่ค่อยมีวิวทิวทัศน์อะไรให้ดูนอกจากทะเลทราย สลับกับต้นอินทผาลัม มะกอก สวนกล้วย และไร่องุ่นที่ปลูกในทะเลทรายเป็นระยะๆ ต้องยอมรับว่าชาวอียิปต์มี ความพยายามที่จะปลูกพืชในทะเลทรายได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะยังไม่สามารถเปลี่ยนทะเลทรายบริเวณนั้นให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมได้ทั้งหมดก็ตาม รถโค๊ชแล่นมาได้ครึ่งทางก็จอดให้ลูกทัวร์ลงไปทำธุระส่วนตัวและยืดเส้นยืดสาย 15 นาที ผมก็รีบตรงเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัวเหมือนกัน แต่บังเอิญคนเยอะมากผมเลยเข้าไปนั่งปัสสาวะในชักโครกแทนที่จะยืนข้างนอก เพราะข้างนอกมีโถไว้บริการแค่ 3 ช่องเอง ทุกคนอาจจะสงสัยว่าผมจะเขียนเล่าเรื่องนี้ทำไม ครับสงสัยนะดีแล้วเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็ทำให้ผมขายหน้าได้เหมือนกัน นั่นคือ พอผมทำธุระส่วนตัวเสร็จแต่งตัวเรียบร้อยก็มองหาปุ่มเพื่อกดน้ำล้างชักโครกตามปกติที่ควรจะทำ ตาเจ้ากรรมก็พลันเหลือบไปเห็นวาวล์ด้านซ้ายมือ ก็ด้วยความรีบร้อนจึงหมุนวาวล์เพื่อเปิดน้ำทันที โอ๊ย… ปรากฏว่ามันเป็นวาวล์สำหรับเปิดน้ำล้างก้นครับ แต่ตอนนั้นผมยืนหันหน้าให้กับชักโครกน้ำจึงพุ่งตรงเข้าที่เป้ากางเกงของผมพอดีเพราะหลบไม่ทัน ก็เป็นอันว่า เปียกชุ่มฉ่ำเหมือนฉี่ราดกางเกงยังไงยังงั้นเลย ทำไงได้ละทีนี้ ก็ได้แต่รีบเดินก้มหน้าขึ้นไปนั่งในรถก่อนเพื่อนเลย ไม่นึกไม่ฝันว่าจะโดนคนอียิปต์วางยา แต่ขอบอก… ไม่ใช่ผมโดนคนแรกหรอกครับ มีโดนกันมาแล้วทั่วหน้า ฮ่าๆๆๆ

CitadelOfQaitbay          รถโค๊ชแล่นเข้าสู่ตัวเมืองอเล็กซานเดรียเวลาประมาณ 11 โมงกว่าๆ จุดแรกที่ทัวร์พาไปจอดก็คือบริเวณป้อมปราการ (อีกแล้ว) ที่ชื่อว่า The Citadel of Qaitbay ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย (The Lighthouse of Alexandria) ที่พังลงเพราะเกิดแผ่นดินไหวในราวปี ค.ศ. 1303 ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรียนี้เคยเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาก่อน เชื่อกันว่าป้อมปราการนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของสุลต่านเคตเบย์ (Sultan Al-Ashraf Qaitbay) เพื่อเป็นแนวป้องกันการโจมตีของพวกเติร์ก (Turks) นอกจากตัวป้อมปราการแล้ว The Citadel of Qaitbay ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับ The Citadel in Cairo ซึ่งจะมีมัสยิดอยู่ข้างในด้วย ตัวป้อมปราการนี้อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอเรเนียน ป้อมปราการที่เห็นในปัจจุบันนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่จากมูฮัมเมดอาลี (Muhammed Ali) แล้วไม่ใช่เป็นของดั้งเดิมในสมัยของสุลต่านเคตเบย์

          หลังจากที่รถโค๊ชจอดสนิท ทางทัวร์ก็ให้เวลา 15 นาทีเพื่อลงไปเดินถ่ายรูปกัน แต่ไม่มีเวลาได้เข้าไปด้านใน เลยไม่รู้ว่าในตัวมัสยิดจะเป็นยังไง แต่คนที่เคยเข้าไปบอกว่า สวยสู้มัสยิดของมูฮัมเมดอาลีที่ไคโรไม่ได้ บริเวณด้านหน้าของป้อมปราการก็มีพ่อค้าแม่ค้าเอาของมาวางขายกันริมชายหาด อีกแล้วครับพี่น้อง ….”one dollar” สงสัยจะได้ยินคำนี้จนกว่าจะออกจากอียิปต์เป็นแน่แท้ แต่ที่นี่มีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย ไม่ทราบว่าจะเป็นทั้งปีหรือเปล่า นั่นคือถ้าใครใส่เสื้อสีขาวลงไปเดินแถวนี้เมื่อไหร่เป็นอันต้องโดนแมลงตัวเล็กๆ ที่เขาเรียกกันว่า flying ants รุมตอมจนวิ่งหนีขึ้นรถแทบไม่ทัน มิน่าล่ะเขาถึงให้เวลาลงไปเดินแค่ 15 นาที แต่ก็ไม่วายที่เจ้าแมลงที่ว่าจะบินมารุมเกาะที่กระจกรถเต็มไปหมด ดีนะที่มันไม่กัด เพียงแต่มันไต่ยั้วเยี้ยน่ารำคาญเท่านั้นเอง อ้อ… ก่อนขึ้นรถก็เหลือบเห็นนักศึกษาสาวๆ ชาวอียิปต์เขากำลังเลือกซื้อของอยู่หน้าทางเข้า Aquarium ที่อยู่ทางด้านขวามือก่อนที่จะเข้าไปยังป้อมปราการ ก็อดไม่ได้ที่จะเลียบๆ เคียงๆ เข้าไปแอบถ่ายรูปมาเก็บไว้ดูเองสักหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าอียิปต์ไม่มีสาวสวย

Seafood          ออกจาก The Citadel of Qaitbay ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี วันนี้จะได้ทานซีฟู๊ดริมทะเลเมดิเตอเรเนียนซะด้วย ฟังดูดีมั๊ยครับ … ระหว่างทางที่รถแล่นเลียบชายฝั่งก็เหลือบเห็นหนุ่มสาวชาวอียิปต์นั่งจีบกันกระหนุงกระหนิงอยู่ริมสันเขื่อนเตี้ยๆ ที่เขาสร้างขึ้นมากั้นระหว่างถนนกับชายหาด แต่ที่น่าเห็นใจก็คือ มันต้องนั่งตากแดดเปรี้ยงๆ เพราะไม่มีร่มไม้ชายคาให้หลบร้อนได้เลย แต่ก็ดูท่าทางพวกเขาไม่ได้สะทกสะท้อนต่อแดดเท่าไหร่นัก เพราะจุดสนใจคงไม่ได้อยู่ที่แดดจะร้อนหรือไม่ร้อนนั่นเอง แต่เอาเถอะ… อย่างน้อยก็ทำให้รู้แล้วว่า หนุ่มสาวชาวอียิปต์เขาก็มานั่งจีบกันในที่สาธารณะเหมือนกัน กำลังดูหนุ่มสาวที่นั่งกันเป็นคู่ๆ เพลินๆ อยู่ รถก็มาจอดหน้าร้านอาหารที่ชื่อว่า Fish Bono Restaurant พอเข้าไปในร้าน สาวๆ ทั้งหลายก็ตาลุกวาว เพราะ พนักงานเสิร์ฟที่นี่เป็นเด็กหนุ่มชาวอียิปต์ที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการกันทุกคน คงน่าจะทำให้อาหารมื้อนี้อร่อยถูกปากแน่ๆ จะไม่พูดถึงเรื่องอาหารก็คงจะ ไม่ได้ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง อย่างที่เกริ่นไว้เมื่อกี้ว่า มื้อนี้เป็นซีฟู๊ด ผมก็วาดภาพไว้ก่อนเลยว่าต้องมีปูนึ่งหรือกุ้งเผา แต่สุดท้ายคำว่าซีฟู๊ดที่เลิศหรูของคนอียิปต์ก็คือ อาหาร 1 จานที่ประกอบด้วย ปลาอะไรไม่รู้เหมือนปลากระบอกบ้านเราย่างเกรียมๆ 2 ตัว พร้อมกุ้งอบเกลือตัวเล็กๆ อีก 3 ตัวกับปลาหมึกย่าง 5 ชิ้น และข้าวผัดแบบอียิปต์ที่กลิ่นประหลาดๆ นั่นแหละครับซีฟู๊ดที่รอคอย ก็เป็นอันว่ามื้อนี้ก็จบด้วยซีฟู๊ดอย่างที่เล่ามาแค่นั้นแหละครับ

SmokingShisha          หลังจากได้เติมน้ำมัน เอ้ย… ได้อาหารลงท้องบ้างแล้ว รายการทัวร์ก็เริ่มต่อ รถโค๊ชคันเดิมก็พาตระเวนเข้าไปในเมืองอเล็กซานเดรีย ได้เห็นสภาพอาคารบ้านเรือนของที่นี่มีความแตกต่างจากกรุงไคโรอยู่บ้าง อาจจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากกรีกและโรมัน โดยเฉพาะในสมัยที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชครองเมืองนี้อยู่ ตึกในเมืองส่วนใหญ่ก็มีการทาสีและสร้างเสร็จเรียบร้อย ซึ่งต่างจากกรุงไคโรที่อาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ฉาบปูนหรือทาสีด้านนอก ที่นี่มีโรงแรมระดับ 5 ดาว ขึ้นเรียงรายตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน และที่น่าสังเกตก็คือ ทุกๆ 10 บล็อกของอาคารจะมีร้านกาแฟอยู่ให้เห็น และในตอนเย็นๆ เราก็จะได้เห็นคนอียิปต์ออกมานั่งคุยกันหน้าร้านกาแฟซึ่งเป็นเก้าอี้ตั้งอยู่ริมถนน (คงไม่นิยมนั่งในร้านมั๊ง) คุยกันไปแล้วก็สูบชิชา (Shisha) หรือคนอียิปต์เรียกว่า Baragu คล้ายๆ ใบยาสูบแต่มีหลายรสและกลิ่นให้เลือก ที่สำหรับสูบเขาเรียกว่า Shisha Water Pipe ดูๆ ไปก็เหมือนบ้องดูดกัญชาของไทยๆ ในสมัยก่อน เพราะอาศัยน้ำเหมือนกัน (อืมม… ไม่ ทราบจะนึกภาพออกหรือเปล่านะ เพราะสมัยนี้คงไม่ค่อยได้เห็นบ้องดูดกัญชาแล้ว มันผิดกฏหมายนะจะบอกให้ ฮ่าๆๆๆ)

          และแล้วรถโค๊ชก็พาคณะทัวร์มาจอดหน้าทางเข้า Catacombs of Kom el-Shuqafa หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของหลุมฝังศพหรือสุสานที่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน พอลงจากรถก็มองๆ ดู ไปรอบๆ ก็เป็นลานโล่งๆ มีหีบศพที่ทำจากหินแกะสลักวางอยู่ไม่กี่ชิ้น แล้วไหนละทางลงไปยังอุโมงค์อันเป็นที่เก็บหีบศพหินที่เห็นวางอยู่นั้น ตามที่ไกด์ ท้องถิ่นเล่าให้ฟัง Catacombs ที่อเล็กซานเดรียนี้เพิ่งขุดพบในราวศตวรรษที่ 20 Catacombsเพราะมีลาเทียบเกวียนผ่านมาแล้วหลุ่นลงไปในหลุมที่มีหญ้าขึ้นปกคลุมอยู่ สรุปก็คือเจ้าลาผู้น่าสงสารตัวนี้เองที่เป็นผู้ค้นพบ Catacombs แห่งนี้ เมื่อจ่ายค่าเข้าชมคนละ 25 ปอนด์อียิปต์แล้วไกด์ก็พาเดินไปยังทางลงสู่สุสานในอุโมงค์ใต้ดินที่เกิดจากการเจาะหินลงไปเป็นปล่อง แล้วทำบันได (ยังอุตส่าห์มีคนนับด้วยนะว่าบันไดที่วนลงไปถึงชั้นล่างมีทั้งหมด 99 ขั้น สงสัยจะกลับมาซื้อล็อตเตอรี่หรือเปล่าไม่รู้) วนลงไปตามปล่องที่เป็นทรงกระบอก นี่ถ้าให้ลงไปคนเดียวคงจะวังเวงดีพิลึกนะครับ เผลอๆ อาจจะหาทางขึ้นมาไม่เจอก็ได้ เพราะเมื่อลงไปแต่ละชั้นก็จะมีทางแยกออกไปเหมือนเป็นซอยเล็กซอยน้อย ข้างผนังของแต่ละซอยก็จะเป็นช่องสี่เหลี่ยมที่เกิดจากการเจาะหินเข้าไปเพื่อเอาไว้ใส่หีบศพ บางห้องก็มีเป็นสิบๆ ช่อง เข้าใจว่าครอบครัวใครใหญ่หน่อยก็จะทำเหมือนเป็นห้องโถง เขาว่ากันว่าที่นี่เก็บศพไว้มากกว่า 300 กว่าศพ ตอนนี้ผมฟังไกด์อธิบายไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วละครับ เพราะที่มันแคบแล้วไกด์ก็อยู่ห่างจากผมเลยไม่ค่อยได้ยิน และที่สำคัญเขาห้ามถ่ายรูปภายในอุโมงค์นี้ด้วย ก็เลยต้องยืมรูปของคนอื่นมาให้ดูแทน เท่าที่พอจะจับใจความได้ เขาบอกว่า Catacombs แห่งนี้มีลักษณะคล้ายๆ กับ Catacombs ที่โรม โดยมีระดับความลึกลงไป 3 ชั้นหรือประมาณ 100 ฟุต ปล่องที่ผมบอกเมื่อกี้เขาก็เอาไว้สำหรับหย่อนศพลงไปข้างใต้โดยสันนิษฐานว่าคงจะใช้รอกทุ่นแรง อืมม…ในระหว่างที่เดินๆ ดูช่องสี่เหลี่ยมแต่ละช่อง ฉับพลันทันใดก็คิดถึงท่านปอฯ กับท่านร่วมฯ น่าจะให้มาดูงานที่นี่นะ เผื่อจะเกิดความคิดไปเจาะภูเขา ทำเป็นคอนโดฯ สำหรับศพไร้ญาติเพื่อประหยัดเนื้อที่ก็คงจะดีไม่น้อย หลังจากใช้เวลาดูสุสานหรือหลุมฝังศพได้พักใหญ่ก็พากันขึ้นมาจากหลุม ดีนะที่ขึ้นมาได้ ไม่งั้นก็คงไม่ได้กลับมาเขียนเล่าให้นั่งอ่านอยู่ตอนนี้ ก็เดินทางกันต่อไปอีกนิดก็ถึงสถานที่ที่มีเสาหินแกรนิตตั้งโด่เด่อยู่บนเนินต้นเดียว ครั้งแรกก็คิดในใจว่า ที่นี่สู้กรุงเทพฯ ไม่ได้ เพราะที่กรุงเทพฯ มีอนุสาวรีย์เสาหิน เอ้ย… ไม่ใช่ซิ ต้องเรียกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กเยอะแยะมากมาย อันเป็นผลพวงมาจากโครงการ Hopeless (ผมอยากเรียกแบบนี้มากกว่าเพราะมันเป็นโครงการที่สิ้นหวังไปเรียบร้อยแล้ว) ความจริงคือ Hopewell Project แรกเริ่มเดิมทีมีชื่อเรียกโครงการนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า Bangkok Elevated Road and Train System หรือ BERTS หวังว่าเพื่อนๆ คงพอจะจำได้ อ้าว… ขอโทษครับ กำลังพูดถึงอียิปต์อยู่ดีๆ ทำไมวกกลับมากรุงเทพฯ ได้ละเนี่ย มาดูประวัติความเป็นมาของเสาต้นที่ว่ากันต่อดีกว่า ไกด์ท้องถิ่นก็เล่าให้ฟังว่า เสาต้นนี้มีชื่อว่า Pompei’s Pillar ที่ได้ชื่อว่า Pompei PompeiPillarก็เพราะเชื่อกันว่าปอมเปย์ (Pompei หรือ Gnaeus Pompey) ซึ่งเคยเป็นเพื่อนรักของจูเลียสซีซาร์ (Gaius Julius Caesar) แต่ภายหลังกลับมาเป็นศัตรูกัน ปอมเปย์ถูกฆ่าตายในช่วงสงครามครูเสด แต่ศีรษะถูกนำมาเผาแล้วเอาอัฐิใส่หม้อไปไว้บนยอดเสา (อันนี้ไม่ทราบว่าจริงหรือเปล่า เพราะไม่ได้ปีนขึ้นไปพิสูจน์กับตาบนยอดเสา ฮ่าๆๆๆ) แต่แรกเริ่มเดิมทีจริงๆ เสา Pompei’s Pillar ซึ่งเป็นเสาหินแกรนิตสีชมพูมีความสูงถึง 27 เมตร พร้อมด้วยสฟิงค์อีก 2 ตัวที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิ์ Diocetian ผู้ซึ่งทำให้ชาวอเล็กซานเดรียรอดพ้นจากความอดอยาก เสาต้นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Temple of Serapis หรือ Serapeum ที่ตอนหลังถูกชาวคริสเตียนทำลายลงเพื่อล้างเผ่าพันธุ์ Paganism แล้วเสาต้นนี้ก็เป็นซากที่หลงเหลืออยู่ จึงถูกจับตั้งขึ้นใหม่เพื่อแสดงถึงชัยชนะของชาวคริสเตียนที่มีเหนือ Paganism จะจริงเท็จประการใด คงต้องลองไปค้นประวัติศาตร์ดูนะครับ เท่าที่ผมจับใจความมาได้มันเป็นแบบที่เล่ามานั่นแหละ… อ้อ… เมื่อพูดถึงซีซาร์ (Gaius Julius Caesar) ก็ทราบมาว่า ซีซาร์นั้นไม่ได้คลอดตามธรรมชาติแต่เป็นการผ่าออกมาทางช่องท้องที่เรียกว่า Caesarean Section ก็เพิ่งถึงบางอ้อวันนี้เองว่าทำไมถึงเรียกการผ่าคลอดว่าแบบนี้

BibliothecaAlexandria          สถานที่ต่อไปที่รถโค๊ชจอดให้แวะลงไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็คือ Bibliotheca Alexandria จะเรียกว่าเป็นศูนย์ประชุมหรือหอสมุดก็คงไม่ผิด สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยอเล็กซานเดรีย (University of Alexandria) เขาว่ากันว่าภายในหอสมุดแห่งนี้มีหนังสืออยู่กว่า 8 ล้านเล่ม และที่สะดุดตาทันทีที่ลงจากรถก็คือผนังด้านนอกที่อยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเป็นหินแกรนิตที่นำมาจากเมืองอัสวา (Aswan) โดยมีการแกะสลักเป็นตัวอักษรภาษาต่างๆ กว่า 120 ภาษาทั่วโลก รวมทั้งภาษาไทยด้วย ได้ยินดังนั้น ลูกทัวร์ก็ลงไปมองหากันใหญ่ว่าอักษรภาษาไทยที่ว่านั้นคือตัวอะไรกันแน่ ผมก็หากับเขาด้วยเหมือนกัน และก็เห็นแค่เลข ๕ ของไทยตัวเดียวเท่านั้น แต่ถ้าใครมีโอกาสไปหรือไปเยือนที่นี่มาแล้วเห็นอักษรตัวอื่นอีกก็มาเล่าสู่กันฟังได้นะครับ

          รู้สึกวันนี้จะเล่ามาซะยืดยาวกว่าทุกวัน หวังว่าเพื่อนๆ ยังคงไม่เบื่อนะครับ… ก่อนจะหมดรายการท่องเที่ยวประจำวันก็ได้แวะไปทานอาหารค่ำที่พระราชวังเก่ามาด้วย เลิศหรูอลังการซะไม่มี ฮ่าๆๆๆ พระราชวังเก่าแห่งนี้มีชื่อว่า Montazah Haramlek Palace ปัจจุบันไม่ได้เป็นพระราชวังแล้วแต่ใช้เป็นที่พำนักของประธานาธิบดีแห่งอียิปต์เป็นบางครั้ง ซึ่งภายในอาณาบริเวณเนื้อที่ประมาณ 300 กว่าเอเคอร์ ก็จะประกอบไปด้วยโรงแรม สวนที่เต็มไปด้วยไม้นานาพันธุ์ ชายหาดที่เป็นทะเลเมดิเอตเรเนียน และภัตตาคารที่ชื่อว่า Al Farida Snack Restaurant ซึ่งอยู่ภายใน El Salamlek Palace Hotel อาหารในพระราชวังเก่านี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้ไก่ย่างคนละครึ่งตัวกับข้าวมันไก่พร้อมเครื่องเคียงหลากหลายชนิด ผมไม่เล่าเรื่องอาหารละเอียดแล้วนะครับ เพราะเล่ามาหลายมื้อแล้ว เอาเป็นว่าเสร็จสิ้นจากอาหารค่ำคืนนี้แล้วพวกเราก็เข้าพักที่โรงแรม Sheraton Montazah Hotel ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ Montazah Haramlek Palace นั่นเอง

          อ่านมาถึงตอนนี้แล้วเหนื่อยหรือยังครับ ถ้าเหนื่อยก็ไปพักก่อนก็ได้ แล้วค่อยอ่านตอนจบ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To Egypt – 1
Trip To Egypt – 2
Trip To Egypt – End

Comments
  1. genwan says:

    สวัสดีคับคุณอา เขียนกันให้อ่านเรื่องทริปกัน ตาแฉะหมดเลย
     
    ยังไงก็ สวัสดีปีใหม๋ไทยคับ และก็ สุขสันต์รื่นเริงกันในวันสกรานต์นี้นะคับ
     
    ว่าแล้ว แสดงว่าคุณอาคงต้องมีประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ บ้องกัญชา เป็นอย่างแน่นอน หลังจากอ่านที่คุณอ่าเขียนถึงเรื่อง ชิชา อิอิ
     
    เมื่อเห็นคุณอา เปียกฉี่ เอ๊ย เปียกน้ำอย่างชุ่มฉ่ำแบบนี้แล้ว ไปไหนมาไหนก็คงต้องระมัดระวังดัน ไม่งั้นอาจจะไม่มีที่ให้เราหลบซ่อน คงต้องแทรพแผ่นดินกันเอาเอง อิอิ
     
    ไปดีกว่าคับ อิอิ

  2. T h e K i K says:

     

     
     

     
     

     

  3. ✿ของขวัญไม่ต้อง says:

    คุณอานี่แจ๋วจริงๆ   จบแล้วเราไม่ต้องไปอียิปต์แล้ว คุณอาพาไปเรียบร้อยแล้ว อิอิ สรุปไม่น่ากลัวอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก   คุณอาสบายดีนะคะ

  4. boobooboo' says:

    สวัสดีค่ะคุณอา
    ขอบคุณมากมายนะคะสำหรับคำอวยพรวันเกิด
    ^_~
    คุณอาสบายดีไหมคะ คิดถึงมากมายยย
    หมิวหลงไปกะhi5พักใหญ่เลย 555
    นาน ๆ เข้ามาทีนึง
    แต่ก็ยังคิดถึงคุณอากับเพื่อน ๆ อยู่เสมอเลยยยย
     
    เชียงใหม่ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลยยยค่ะ
    อากาศน่านอนทั้งวัน
    ยิ่งทำให้ขี้เกียจขึ้นไปอีก
     
    คุณอารักษาสุขภาพนะเจ้าคะ ^^

  5. da says:

    ลูกเล่นเยอะน่ะ

  6. SP_Ladplakao62 says:

    ฮ่าๆๆๆๆ ลูกเล่นอะไรครับ …

  7. da says:

    หลังจากอ่านลีลาการเขียนแล้วบอกได้ว่า…ไม่ธรรมดาค่ะ

  8. Moo says:

    สวัสดีค่ะคุณอา…ไม่ได้เข้ามาแอบดูหลายวันแล้วค่ะอิอิ…คุณอาไปตีกอล์ฟแล้วหายไปกับลูกกอล์ฟฟ์ด้วยป่ะเด๋วอีกไม่กี่วันก็จะได้เจอกันแล้วเนอะ

  9. kanokorn says:

    อาหารน่าชม น่ากินนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s