UNTITLED STORY

Posted: August 14, 2008 in General Ideas

เล่าสู่กันฟัง (อ่าน)

          เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ อยากให้เพื่อนๆ อดทนอ่านจนจบ แล้วใช้เวลาคิดต่ออีกสักนิดว่า ถ้าเพื่อนๆ คือผู้ที่ผมกำลังจะอ้างถึงในเรื่องนี้ เพื่อนๆ จะทำอย่างไร? ผมขอสมมุติชื่อบุคคลที่ผมจะอ้างถึงนี้ว่า “แดง” นะครับ จะได้จำง่ายๆ หน่อย ฮ่าๆๆๆๆ เอาละครับ มาเริ่มเรื่องกันเลยดีกว่า

          แดงกับผมเป็นเพื่อนนักเรียนกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม แดงเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง เรียกว่า เป็นหนอนหนังสือเลยก็ว่าได้ ซึ่งผิดกับผมที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าที่ควร เพราะมัวแต่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนมีให้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเล่นกีฬา ทำงานชมรมต่างๆ เป็นต้น แต่ก็อุตส่าห์เรียนจนจบมัธยมแล้วเข้าเรียนต่อในมหาลัยวิทยา ของรัฐได้เหมือนกัน … สงสัยจะฟลุ๊ค ฮ่าๆๆๆ ส่วนแดงนั้นไม่ต้องห่วงครับ เพราะเขาเข้าเรียนต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของสถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองไทยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หลังจากที่แยกย้ายกันไปเรียนในระดับอุดมศึกษา แล้ว แดงกับผมก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่มีการลดค่าเงินบาท คิดว่าหลายๆ คนคงยังจำกันได้ ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่บริษัท คอมเมอร์เชียลยูเนี่ยน ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนแดงนั้นทำงานอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่จังหวัดระยอง แดงแต่งงานและมีลูกสาว 2 คน คนโตอายุ 17 คนเล็กอายุ 15 ก็อย่างที่ผมเกริ่นให้อ่านตอนแรกๆ นั่นแหละครับว่า แดงเป็นหนอนหนังสือ ไม่ค่อยจะคบค้าสมาคมกับกับเพื่อนฝูงเท่าไหร่ แต่ แดงก็เป็นคนขยันทำมาหากิน ประกอบกับแดงเองเป็นคนมีความสามารถอยู่แล้ว จึงทำให้เขามีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน มีเงินเดือน 6 หลัก จนทำให้เขาสามารถซื้อบ้านที่ระยองไว้ 1 หลัง ราคา 5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้มาจากหยาด เหงื่อแรงงานและความวิริยะอุตสาหะของแดงล้วนๆ หลังจากเลิกงานเกือบทุกวัน แดงก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนกับเพื่อน เพราะด้วยความประหยัดของแดง เลยเกรงว่าหากคบเพื่อน ก็มีแต่เรื่องที่จะต้องเสียเงิน ชีวิตของแดงก็เลยมีแต่ที่ทำ งานกับที่บ้าน แม้กระทั่งวันหยุด แดงก็ไม่ค่อยจะพาครอบครัวไปไหน ในบรรดาเพื่อนๆ ที่ผมรู้จัก แดงเป็นคนรักครอบครัว ไม่เที่ยวเตร่ ก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมแดงถึงสามารถก่อร่างสร้างตัวได้รวดเร็ว ซึ่งผิดกับเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ ปัจจุบัน บ้านก็ยังผ่อนไม่หมด รถก็ไม่มีใช้

         เมื่อเจอกันครั้งนั้นแดงก็ถามผมว่าทำงานอะไร ผมก็ตอบไปว่า “อยู่บริษัทประกันภัย” เมื่อแดงได้ยิน ผมสังเกตเห็นแดงชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนที่จะถามผมต่อว่า “ขายประกันเหรอ” ผมก็ตอบไปว่า “เปล่าๆๆๆ เราเป็นพนักงานประจำ ไม่ได้เป็นตัวแทนขายประกันภัย” แดงเริ่มมีสีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นนิดหนึ่งแล้วพูดต่อว่า “นึกว่า เพื่อนเป็นตัวแทนขายประกันซะอีก เพราะเราเบื่อพวกตัวแทนขายประกันมากๆ ชอบมาตื้อจะให้เราช่วยทำประกันอยู่นั่นแหละ บอกว่ามีแล้วก็ไม่ฟัง” ผมก็ได้แต่หัวเราะแล้วก็บอกแดงไปว่า “สงสัยเขาคงจะเห็นนายมีกำลังพอที่จะทำ ประกันได้ละมั๊ง เขาเลยมาเสนอสิ่งดีๆ ให้นาย … ว่าแต่นายทำประกันอะไรไว้บ้างล่ะ” แดงหันมาจ้องหน้าผมแล้วเอ่ยต่อ “พูดจริงๆ นะ … เราไม่เคยสนใจประกงประกันอะไรนี่เลย ยิ่งประกันชีวิตนี่เห็นๆ จ่ายเบี้ยประกันไปก็ขาดทุนแล้ว กว่าจะได้คืนไม่รู้กี่ปี สู้ลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้ไม่ได้” ผมก็นึกแล้วว่าต้องได้ยินแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ไปขัดอะไร เพราะคนส่วนใหญ่ก็มีความคิดไม่ได้ต่างกับแดงหรอก นอกเสียจากคนที่เข้ามาสัมผัสกับวงการอย่างผม ซึ่งรู้ว่าหลักการ ของการประกันภัยคืออะไร มีข้อดีข้อเสีย และมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างไร ขืนวันนั้นผมนั่งเล่าให้แดงฟัง อาจจะทำให้เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 20 ปี ต้องไม่ได้คุยกันอีกตลอดไปก็ได้ ผมก็เลยต้องเปลี่ยนเรื่องคุย เพื่อให้ บรรยายดูสนิทสนมเป็นกันเองเหมือนตอนที่เราเป็นเด็กๆ

          หลังจากเจอกันครั้งนั้นแล้ว ผมก็ได้มีโอกาสเจอแดงอีกครั้งในปีถัดมา เพราะผมไปดูงาน ที่สาขาระยองพอดี เลยถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนที่นั่น ผมก็ได้พบกับภรรยายและลูกๆ ที่น่ารักของแดง ถือว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นทีเดียว คราวนี้แดงเป็นคนถามผมถึงเรื่องงานของผมก่อน “เฮ้ยเพื่อน… ถามจริงๆ เถอะว่ะ นาย มาทำอะไรที่ระยอง” ผมก็ตอบไปว่า “อ้าว… ก็แวะมาเยี่ยมเยียนสาขาที่นี่นะซิ” แดงก็ถามต่อ “แล้วธุรกิจของบริษัทนายนี่ทำเกี่ยวกับอะไรบ้าง” ผมก็อึ้งไปนิดหนึ่ง เพราะจำได้ว่า คอยบอกแดงไปแล้วนี่เมื่อตอนเจอกันครั้งแรก “ก็เกี่ยว กับประกันวินาศภัยทุกชนิด ที่ไม่ใช่ประกันชีวิต เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัยบ้าน โรงงาน หรือแม้แต่ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง” แดงก็ร้อง “อ๋อ… จำได้แล้ว… เป็นไง ได้ลูกค้าเยอะหรือเปล่า” ผมก็งงอีก “หมายถึงอะไร… เราไม่มีลูกค้า เพราะเราไม่ได้ขายประกัน” แดงก็ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงต่อ ก็เลยลองแหย่เพื่อนเล่น “บ้านหลังนี้ตกแต่งได้น่าอยู่จังเลย นายซื้อมาเท่าไหร่” แดงก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจก่อนจะตอบว่า “เราซื้อเงินสด เลยนะ ไม่ชอบผ่อนมันเหมือนเป็นภาระ… ตอนนั้นราคา 3 ล้านกว่าบาท รวมตกแต่งแล้วก็เกือบๆ 5 ล้านได้” ผมก็เลยถามว่า “เฉพาะค่าที่ดินประมาณเท่าไหร่” แดงบอกว่า “ที่ดิน 120 ตารางวาๆ ละ 10,000 บาท ก็ตกประมาณหนึ่งล้าน สองแสน” ผมก็เสริมต่อว่า “งั้นเฉพาะตัวบ้านกับเฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่ง รวมๆ กันก็อยู่ประมาณเกือบๆ 4 ล้านเลยนะ… แล้วนายทำประกันอัคคีภัยไว้หรือเปล่า” แดงตอบแบบไม่ต้องคิดอะไรว่า “ไม่ได้ทำ… เสียดายเบี้ยฯ เปล่าๆ ปีหนึ่ง เป็นหมื่นๆ บ้านเราก็อยู่ในหมูบ้านจัดสรร ไม่ได้เป็นห้องแถว ไม่น่าห่วงเรื่องฟงเรื่องไฟอยู่แล้ว” ผมก็เอะใจว่าเบี้ยประกันภัยอะไรของเขาเป็นหมื่นๆ ถ้าลองคำนวนคร่าวๆ ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยแม่นเรื่องอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยเท่าไหร่ แต่ จำได้ว่าผมเสียเบี้ยประกันภัยบ้านของผมเองในอัตราประมาณร้อยละ 0.1 ถ้าบ้านของแดงราคาตัวบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์แต่ไม่รวมฐานรากที่อยู่ใต้ดินและที่ดิน ก็จะอยู่ประมาณ 3 – 3.5 ล้านเต็มที่ คิดเป็นเบี้ยประกันภัยก็น่าจะอยู่ราวๆ 3,000 – 3,500 บาทต่อปีเท่านั้นเอง ผมก็เลยบอกแดงว่า “เทียบค่าเบี้ยฯ จากบ้านของเราที่ทำอยู่นะ … บ้านของนายถ้าทำประกันอัคคีภัยที่ทุนประกัน 3 ล้านบาท ก็จะเสียเบี้ยประมาณ 3 พันบาทต่อปีเอง นายไปเอามาจากไหนปีละเป็น หมื่น” แดงก็ไปน้ำขุ่นๆ ว่า “ก็นั่นแหละ ปีหนึ่งตั้ง 3 พัน เสียไปเปล่าๆ” ผมก็อึ้งกิมกี่เล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า “ถ้าคิดแบบนั้นมันก็ถูก… แต่อย่าลืมว่าอุบัติภัยมันเป็นของไม่แน่นอน ถ้าไม่เกิดก็ถือว่าโชคดีไป เงินค่าเบี้ยฯ ที่เราจ่ายให้บริษัท ประกันภัยก็ถือว่าเป็นการซื้อความสบายใจของเรามากกว่า แต่ถ้าเกิดเคราะห์ร้าย อย่างน้อยก็ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ก็เท่านั้น… เวลาจะคำนวนทุนประกันภัยก็ต้องเอาค่าที่ดินกับค่าก่อสร้างที่เป็นฐานรากอยู่ใต้ดินออกก่อน เพราะส่วนนี้ไม่ได้ รับความเสียหายจากอัคคีภัย ก็ไม่จำเป็นต้องเอามาทำประกันภัย บางคนซื้อบ้านจัดสรรมาราคา 10 ล้าน ก็ทำประกันภัยภัย 10 ล้าน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเหลือแค่ 5 – 6 ล้านเองที่ต้องทำประกันภัยไว้” ผมก็พูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะ เปลี่ยนเรื่องคุยว่า “นายก็ลองคิดดูละกัน …กว่าจะหาเงินมาซื้อบ้านสักหลัง ใช้เวลาไม่รู้กี่ปี เวลาจ่ายค่าส่วนกลางหมู่บ้านเพื่อเป็นค่ายามฯ ค่าเก็บกวาดขยะ เดือนละ 1 – 2 พันบาท ยังจ่ายกันได้ แต่พอจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพื่อคุ้ม ครองบ้านตัวเองกลับไม่ยอมเสีย เราก็ไม่รู้เขาคิดยังไงนะ”

          ความจริงตอนนั้นผมไม่ได้เป็นตัวแทนหรือนายหน้าขายประกันหรอกครับ เพราะยังทำงาน เป็นผู้บริหารอยู่กับบริษัทประกันภัย ไม่สามารถขายประกันได้ เดี๋ยวจะเป็นการขัดผลประโยชน์กับตัวแทนหรือนายหน้าที่ขายประกันภัยให้กับบริษัท แต่ที่บอกแดงก็เพียงแต่เป็นห่วง เพราะผมรู้นิสัยแดงดีว่าเป็นคนตระหนี่และประหยัดเกิน เหตุ บางครั้งก็ดื้อหรือมีความมั่นใจในตัวเองโดยที่ไม่เปิดหูเปิดตารับฟังเรื่องราวจากคนอื่นบ้าง ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่จะรู้หรือเก่งไปซะทุกเรื่อง การรับฟังหรือคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูงหลากหลายสาขาอาชีพนั่นแหละจะทำให้เราได้รับรู้ เรื่องราวในมุมมองของคนในสาขาอาชีพนั้นๆ การปิดกั้นตัวเองโดยที่คิดไปเองว่าตัวเองรู้แล้ว และไม่ยอมรับฟังคนอื่นบ้างเลย ก็เท่ากับเป็นการปิดโอกาสการเรียนรู้ของเราโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับแดงเพื่อนของผมคนนี้

          หลังจากเจอกันวันนั้น ผมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเกือบ 2 ปี เพราะต่างคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ การงานที่ต้องรับผิดชอบ และผมก็ไม่ค่อยได้ไปที่ระยองบ่อยนัก แต่ก็มีโทรฯ คุยกันบ้างนานๆ ครั้ง จนมาปลายปี 2543 ผมก็ได้รับโทรฯ จากแดงด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่บ้านเดิมแล้วนะ เรามาเช่าบ้านอยู่ในเมืองระยอง” ผมก็ถามว่า “ทำไมล่ะ?” แดงก็เล่าให้ผมฟังว่า “ก็เมื่อต้นเดือนที่แล้ว เราพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด… แล้วไม่รู้ว่าใครมาเผาหญ้าแห้งหลังบ้าน เลยทำให้สะเก็ดไฟปลิวมาโดนหลังคาผ้าใบโรงรถ กว่ารถดับเพลิงจะมา บ้านก็ไหม้ไป กว่าครึ่งหลังแล้ว…ตอนนี้ก็ต้องทุบทิ้ง” ผมได้ฟังก็อึ้งว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่คิดว่าแดงมันคงไม่โทรฯ มาล้อเล่นหรอก ผมก็เลยปลอบใจไปว่า “เอาน่า… อย่างน้อยก็ยังมีที่ดินเหลืออยู่ ขายที่แล้วไปดาวน์บ้านใหม่ก็ยังได้ … ถือว่าเป็น เคราะห์ของเรา แต่ก็ยังดีที่เราไม่เป็นไร ถ้าตอนนั้นนอนหลับอยู่ในบ้านอาจจะเป็นไรไปแล้วก็ได้” ความจริงผมอยากจะพูดว่า “ก็บอกให้ทำประกันภัยไว้ ดื้อเอง ไม่งั้นก็ไม่เดือดร้อนแบบนี้” แต่ก็คงพูดออกไปไม่ได้ ได้แต่คิดในใจว่า “ เข้าตำรา เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายหรือเปล่าหนอ” แดงกลับพูดออกมาเองว่า “เราน่าจะเชื่อนายตอนนั้นนะ ถ้าทำประกันภัยตามที่นายแนะนำไว้ ก็คงจะปลูกบ้านใหม่ได้ไม่เดือดร้อนแบบนี้ เฮ้อ…” ผมก็ได้แต่ปลอบเพื่อน “เรื่อง มันผ่านไปแล้ว อย่าไปคิดถึงมันเลย คราวหน้าก็วางแผนให้ดีๆ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า …ประกัน… มันเป็นการประกันความเสี่ยงที่เรารับมือเองไม่ไหว ถ้าเรารับไหวก็ไม่ต้องประกัน ง่ายๆ แค่นี้แหละคือการบริหารความเสี่ยงภัยในการ ดำรงชีวิต”

          เพื่อนๆ ที่อ่านมาจนจบ ลองดูตัวเองซิครับว่ามีความคิดหรือทัศนคติต่อการประกันภัย เหมือนกับแดงเพื่อนของผมหรือเปล่า สำหรับผม ผมยอมรับว่าก่อนที่จะเข้ามาทำงานในวงการประกันภัยนี้ ผมก็มีความคิดไม่ได้แตกต่างจากแดงเพื่อนของผมเลย เพราะว่าหลักสูตรการเรียนการสอนบ้านเราตั้งแต่ประถมจนจบปริญญาตรี ในสมัยนั้น ไม่ได้บรรจุวิชาการประกันภัยไว้เป็นวิชาบังคับ ซึ่งต่างจากหลักสูตรการเรียนการสอนของต่างประเทศ ที่เขาจะเน้นให้เห็นถึงประโยชน์ของการประกันภัย ในแง่มุมของเครื่องมือหนึ่งในการบริหารความเสี่ยงภัย รายได้ทุกๆ 100 บาท เขาจะบอกเลยว่าจะต้องแบ่งไว้เป็นค่าเบี้ยประกันภัยเท่าไหร่ ซึ่งถือว่าเป็นหลักการบริหารการเงิน และการบริหารความเสี่ยงภัยที่ถูกต้อง สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดความมั่นคงต่ออนาคตทั้งของตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

          ท้ายนี้ก็อยากจะบอกว่า “จะไปเสี่ยงภัยเองอยู่ทำไม โอนให้บริษัทประกันภัยเขาเสี่ยง แทนเราดีกว่า” แล้วเราจะได้มีเวลาทำมาหากินต่อไปอย่างไม่ต้องพะวงข้างหลัง

Comments
  1. Patjaree says:

    คนเราส่วนใหญ่จะมาคิดได้ ก็เมื่อสายเกินไปซะแล้ว…ก็ถือว่า เป็นคราวเคราะห์ไปก็แล้วกัน
     
    ป.ล. เรื่องโอลิมปิค ความจริง ก็อยากจะดูนักกีฬาไทยลงแข่งเหมือนกัน อยากจะช่วยเชียร์ แต่พอดี ทีวีที่ถ่ายทอด มันเป็นของเมกาอ่ะคะ ก็เลยจะถ่ายทอดกีฬาที่นักกีฬาอเมริกันลงแข่นขันเท่านั้น…ประเทศอื่น อดดู น่าเสียดาย
     
    ส่วนเรื่องที่สเปซของปอง ลงแต่วีดีโอจากยูทูป ก็เพราะว่า วีดีโอจากเว็ปอื่น เวลาเอามาลงในยะฮู้บล็อค มันจะมีปัญหา  ปองเลยต้องมาลงในสเปซก่อน แล้วค่อยก๊อป HTML ไปลงในยะฮู้บล็อคอีกทีหนึ่งอ่ะคะ
     
    เดี๋ยวนี้ ปองก็บ้า เสริช์หาพวกวีดีโอมาลงบล็อคแหล่ะ..ตามมประสา คนว่างงาน 5555555
     

  2. Lalita says:

     
    หะหะ.. มาลงชื่อกับคุณอาว่าอ่านจนจบค่ะ
    คงต้องบอกว่าเราไปเปลี่ยนความคิดของใครไม่ได้เนอะ
    งั้นก็คง.. แล้วแต่วิจารณญาณก็แล้วกัน ^^"
     

  3. Sritala says:

    ก็งี้แหละคะ บางคนก็ชอบคิดว่าไม่เป็นไร เราหาเงินเก่ง เราสามารถใช้เงินที่หามาได้จัดการได้ทุกอย่าง แต่พอถึงความจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างที่คิด แต่ก็เห็นใจนะคะว่าเขาทำงานด้าวยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ก็คงต้องคิดมากเรื่องใช้จ่ายบ้าง ยังไงๆเราก็ควรมีประกันเผื่อไว้ในเรื่องที่จำเป็นๆนะคะ ใดๆในโลกล้วนอนิจจังคะ

  4. Patjaree says:

    เข้าไปในเว็ปที่คุงอาแนะนำมาแล้วนะคะ แต่เปิดดู ทีวีทางเน็ตไม่ได้ (มันไม่ขี้นหน้าจอ) ไม่เป็นไรค่ะ…ปองรู้เว็ปที่มีทีวีไทย ถ่ายทอดเหมือนกัน…แต่มันยากตรงที่ว่า ไม่รู้ตารางการแข่งขันของคนไทยที่แน่นอนซิค๊า…ตอนนี้ รู้แต่ว่า นักมวยไทย ตกรอบไปหลายรุ่น (อย่างน้อยๆ ที่รู้มา 3 คนเข้าไปแล้ว) สรุป เค้าเข้าแข่งขันชกมวย กันกี่รุ่นแน่

  5. Surasak says:

    ผมก็เป็นคนนึงที่ยังไม่คิดที่จะทำประกัน แต่เป็นประกันชีวิตนะเพราะยังไม่รู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่  คงจะลองศึกษาดูบ้างแล้วแหละเผื่อจะได้ทำกับเค้าบ้าง

  6. genwan says:

    สวัสดีครับคุณอา จะว่าไป ตอนแรกก็คิดเหมือนคนที่มองเห็น"ประกัน"เป็น"ประกัน" คล้ายๆกับโฆษณาทางโทรทัศร์ชิ้นหนึ้ง ที่เคยออกมาฉาย(ที่ว่าเหมือนแมลงสาป)
     
    แต่เอาเข้าจริงๆไปแล้ว การทำประกันนั้นมีข้อดีอยู่เยอะมากเลยทีเดียว ข้อเสียขอไม่พูดถึงก็แล้วกัน
     
    ก็อย่างที่คุณอาว่านั่นแหละครับ มันเป็นการ บริหารเงิน และความเสี่ยง ในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆเราจะได้ไม่ต้องมานับ1ใหม่ตั่งแต่ต้น
    และที่สำคัญในการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบันนั้นต้องสร้างเสถียรภาพหรือความมั่นคงของตัวเองให้ได้เช่นกัน
     
    ขอทิ้งท้ายหน่อยคับ รูปภาพที่เป็นรูปบ้านของคุณอาที่เอามาลงเนี่ยครับ รูปแรกก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เหมือนกับเป็นรูปภาพที่ทำมาขายพวกบ้านจัดสรรค์อะไรอย่างนั้น
    แต่รูปถัดมาเนี่ยสิคับ หลังที่ที่คุณอาเล่าให้ฟังแล้วว่าบ้านของเพื่อนนั้นไฟไหม้ ก็เห็นภาพของบ้านหลังเดิม(นั่นแหละ)แต่เปลวไฟพวยพุ่งออกมา เหมือนไม่ใช่ไฟไหม้แต่กลายเป็น "ระเบิด" ออกมาตูมเดียวเลยคับ 5555
     
    ไปแล้วดีกว่าคับ เขียนซะยาวเลย
     

  7. G. zama says:

     
    หวัดดีคะคุณพี่…วันก่อนๆๆๆๆๆ เห็นต่อท้ายเอมใว้ แต่เข้าไม่ได้อยู่ดีแระคะ
    เลยยังไม่ได้สมัครใหม่ เอาเมลอีกอัน…
     
    นั่งอ่านอย่างใจจดใจจ่อ บ้านก็สวย ราคาก็แพง เค้าน่าจะทําประกันใว้นะคะ
    เห้ฯมะ ส่งเดือนไม่เท่าไหร่เอง เอะ ส่งปี รึว่า เดือนนี่ เด่ยวดูอีกที อิอิ
     
    แนะเป็นปี สมองอ่านแล้วไม่ค่อยจะจํา นั่นนะซิคะ แต่พิเหตุเกิดขึ้น ก็มานึกเสียดาย
    เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่เกิดขึ้นกับใคร ก็ไม่รู้หรอกคะ แหะๆ คุยซะยาวเลย ที่นี่ทําแล้วคะ
    ทําตั้งแต่ซื้อมาตอนปีแรกเลย ค่อยเบาใจไปหน่อย เบาใจแระ ก็ไปแระคะ
     
    นานๆ เข้ามาที สบายดีนะคะ
     
    สุขสันต์วันอาทิตย์คะ
     
     

  8. ✿ของขวัญไม่ต้อง says:

    อิอิ หนูไม่เหมือนเพื่อนแดงของคุณอาแฮะ …. หนูทำประกันทุ๊กชนิด  นัยว่า ปลอดภัยไว้ก่อน เค้าว่ากันว่าบ.ประกันจะสวดสะเดาะเคราะห์ให้พวกเราบรรดาลูกค้าทุกปีจริงเปล่าค่ะอา   ว่าแต่ว่าที่เบื่อสุดคือประกันชีวิต พอพ้นปีทึ่ห้าทั้งเฮียทั้งเจ๊แกประหนึ่งไม่อยากจะบริการให้เราเล๊ยเพราะว่า%แค่ 5%ที่ได้มันดูไม่คุ้ม   หนูเคยถึงกับคิดว่าจะไปขายให้กับตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็เหมือนบริการตัวเองไปซะงั้นแหละ….  แบบว่าต้องโวยเค้าถึงอยากนับญาติด้วย ประมาณกลัวร้องเรียนหน่ะสิไม่ใช่อะไร เพราะคงจนด้วยความรู้สึกที่จะขายเพิ่ม เพราะลูกค้าคนนี้โดนซะ รู้มากกว่าจนท.ไปแล้ว ก็เล่นไม่บริการฉันทำไมหล่ะ….มาทีไรบ่นทุกที ค่ะ  คุณอาสบายดีนะคะ

  9. nong_jook says:

    ก่อนอื่นต้องขอบคุณ คุณอาก่อน  ที่แวะไปเยี่ยมเยียนกัน
     
    หนูเองก็  เป็นคนไม่ชอบคนขายประกัน  แต่มีประกันอยู่ในมือเยอะมาก
     
    แทบจะทุกชนิด  ซื้อเพราะรำคาญ  อิอิ
     
    แต่ก็คิดว่าคงมีประโยชน์ขึ้นมาในวันข้างหน้า ค่ะ
     
     
     

  10. NUJUM says:

    ดีค่ะคุณอาวันนี้จุ๋มแวะมาเยี่ยมสเปชคุณอาจากที่ห่างหายไปนาน เดี๋ยวจะเข้ามาอัปเดตเรื่อยๆๆนะค่ะ ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย ไปไหนก็อย่าลืมพกร่มไปด้วยนะค่ะ
    ดุแลรักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ จุ๋มอัปเดตสเปชแล้วนะอย่าลืมเข้าไปเยี่ยมนะค่ะ

  11. kanlaya says:

    Hi SP_Ladplakao62: I read untitled story abt insurance agree with you.
    Visited u space to know more than I thought.
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s