TRIP TO SHANGHAI, CHINA – DAY 3

Posted: April 6, 2010 in Travel

เที่ยวเมืองจีน – วันที่สาม

             วันที่สามของการเดินทางก็เริ่มด้วยสูตร 6-7-8 คือปลุกตอน 6 โมงเช้าเพื่ออาบน้ำแต่งตัว แล้ว 7 โมงเช้าลงไปทานอาหาร 8 โมงล้อหมุนเพื่อออกเดินทาง เป้าหมายแรกของการเดินทางวันนี้คือโรงงานหยกในเมืองซูโจว (Suzhou) ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งรายการภาคบังคับของรัฐบาลจีน ชื่อโรงงานอะไรจำไม่ได้แล้ว เพราะไม่ค่อยได้สนใจมากนัก แต่ที่จะเล่าให้ฟังก็คือไม่ว่าจะเป็นโรงงานหยกที่ไหนๆ ในเมืองจีนก็จะมีการนำเสนอคล้ายๆ กัน เพราะจากประสบการณ์ที่ไปปักกิ่งมาทำให้พอเดาออกว่าเข้าไปในโรงงานแล้วจะเจออะไรบ้าง สำหรับที่นี่มีเทคนิคการขายที่สุดยอด คือเขาพอเดาออกว่าคณะที่ไปคงมีคนเคยไปเมืองจีนแล้วกว่าครึ่ง เขาจึงไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก แต่บอกว่าวันนี้โอกาสดีที่ลูกสาวเจ้าของโรงงานเพิ่งกลับมาจากเมืองไทย และภรรยาเจ้าของโรงงานก็เป็นคนไทย ลูกสาวจึงเป็นลูกครึ่ง สามารถพูดภาษาไทยได้ เขาก็เลยเชิญลูกสาวเจ้าของร้านมาคุยด้วย พอลูกสาวเข้ามาก็ทำท่าตกใจและดีใจที่มีคนไทยมากันหลายคน และยังบอกด้วยว่าปีหน้านี้จะมาเปิดร้านที่สีลม กรุงเทพฯ อีกด้วย และวันนี้เขาเป็นใหญ่ที่สุดในโรงงาน เพราะพ่อกับแม่เขาไม่อยู่ เขาบอกว่าจะลดราคาให้คณะที่ไปเป็นกรณีพิเศษ ขอแค่กลับมาช่วยประชาสัมพันธ์ร้านที่จะเปิดให้เขาหน่อยเท่านั้น ต่อจากนั้นก็พาคณะออกมาจากห้องบรรยาย เพื่อไปดูห้องที่มีสินค้าที่ทำจากหยกวางขาย แล้วเขาก็หยิบสร้อยข้อมือหยกขึ้นมาอธิบายวิธีดูว่าหยกแท้ดูยังไง เช่น ถ้าหยกแท้เอาไปขีดกระจก กระจกต้องเป็นรอย เพราะมันแข็งกว่ากระจก จากนั้นก็ทำเป็นหันไปถามพนักงานขายว่าเส้นนั้นติดราคาขายไว้เท่าไหร่ พนักงานขายก็บอกว่า 105 หยวน เท่านั้นแหละคุณเธอก็พูดเสียงดังเลยว่า สำหรับวันพิเศษนี้เขาขายให้เส้นละ 10 หยวน คราวแรกผมก็ไม่ได้สนใจฟังว่าเขาพูดอะไร แต่ได้ยินเสียงเฮจากสาวเน้อยสาวใหญ่ทั้งหลาย แล้วต่างคนก็กรูกันเข้ามา พนักงานขายแต่ละคนก็ทำหน้าตกใจทำนองว่า เอ๊ะขายได้ยังไง แต่ก็วิ่งไปเอาถาดใส่สร้อยข้อมือหยกจากหลังร้านมาคนละถาด เท่านั้นแหละแย่งกันเหมือนแจกฟรี ส่วนมากก็ได้กันมาคนละ 5 – 10 เส้น ผมเล่าแค่นี้แหละแล้วให้ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้นึกต่อเอาเองว่า อะไรเป็นอะไร

   

             ออกจากโรงงานหยกก็ต่อไปยังโรงงานผลิตผ้าไหม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เพราะอยู่ในเมืองซูโจว (Suzhou) เหมือนกัน โรงงานนี้มีชื่อว่า Suzhou No. 1 Silk Factory ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งรายการบังคับของรัฐบาลจีน ก็เข้าไปดูกรรมวิธีการสาวใยไหม และขั้นตอนการผลิตผ้าห่มนวม ต่อจากนั้นก็พาไปดูส่วนที่มีสินค้าที่ทำจากไหมวางจำหน่าย ซึ่งก็มีหลากหลายตั้งแต่ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน เสื้อผ้า รวมถึงภาพวาดที่ทำจากเส้นใยไหม พูดถึงภาพวาด ก็ถือว่าเป็นงานศิลป์ที่มีฝีมือประณีตมาก ดูสวยงามเหมือนวาดด้วยพู่กันทีเดียว แต่สนนราคาก็ไม่น้อย เท่าที่เห็นอย่างต่ำสำหรับภาพเล็กๆ ก็ประมาณ 700 หยวน (ประมาณ 3,500 บาท) นักท่องเที่ยวที่นิยมซื้อส่วนมากเป็นคนยุโรป คนไทยหรือคนเอเชียด้วยกันไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าแต่ละประเทศก็จะมีสินค้าประเภทนี้อยู่แล้ว

             จบจากโรงงานไหม ก็แวะทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารตามปกติ ก็เป็นอาหารจีนเลี่ยนๆ อีกตามเคย ไม่ยักกะมีข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ฮ่าๆๆๆ สอบถามจากไกด์ก็ได้รับคำตอบว่าในเมืองจีนนี้ร้านอาหารไทยแทบไม่มี ถ้ามีก็แพงมาก ก็ไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุใดถึงมีร้านอาหารไทยน้อย หรือว่ารัฐบาลจีนเขาไม่ยอมให้เปิด แต่ก็เอาเถอะพอทนทานได้ ดีกว่าอาหารทางประเทศตะวันออกกลางนิดหนึ่ง หลังจากทานอาหารกลางวันแล้วก็มุ่งหน้าไปยังวัดฉงหยวน หรือที่เรียกกันว่าวัดเจ้าแม่กวนอิมลอยน้ำ ภายในบริเวณวัดมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก จากประตูทางเข้าวัดจนถึงตำหนักที่ประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวมอิมนั้นก็เดินกันเหนื่อย องค์เจ้าแม่กวนอิมนั้นเขาบอกว่าสูงถึง 33 เมตร ตอนเข้าไปนมัสการก็ต้องแหงนคอตั้งบ่าถึงจะสามารถมองเห็นใบหน้าขององค์เจ้าแม่ได้

             ออกจากวัดฉงหยวนก็มุ่งหน้าไปยังเมืองโจวจวง (Zhouzhuang) เพื่อไปดูวิถีชีวิตของชุมชมริมน้ำ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ได้รับฉายาว่า “ยอดหมู่บ้านกลางน้ำแห่งเจียงหนาน” มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 900 ปี หมู่บ้านนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบท และยังสามารถคงเอกลักษณ์ความเป็นธรรมชาติ สถาปัตยกรรมแบบโบราณในยุคสมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง จุดเด่นของหมู่บ้านนี้ก็คือ มีการพานักท่องเที่ยวล่องเรือพายชมความงามและวิถีชีวิตของคนที่ริมสองฝั่ง ยิ่งในยามเย็นก็ยิ่งสวย เพราะสองฝั่งคลองจะตกแต่งด้วยโคมไฟส่องแสงระยิบระยับ นอกจากฉายา “ยอดหมู่บ้านกลางน้ำแห่งเจียงหนาน” แล้ว หมู่บ้านริมน้ำโจวจวงนี้ยังได้รับฉายาว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” หรือ Venice of the East” อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน แต่สำหรับผมแล้วอยากจะเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “หมู่บ้านแห่งขาหมู” อย่าเพิ่งแปลกใจครับว่าทำไมผมถึงเรียกเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพราะ หลังจากขึ้นจากเรือแล้วเดินออกมาตามทางเข้าหมู่บ้าน ก็เห็นร้านค้าริมสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายขาหมูพะโล้ ไม่น่าน้อยกว่า 10 ร้านเห็นจะได้ เดินผ่านไปก็หิว เพราะขณะนั้นเวลา 1 ทุ่มกว่าแล้วยังไม่ได้ทานอาหารมื้อค่ำเลย เพราะต้องกลับไปทานมื้อค่ำในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้

             สรุปวันนี้ก็ได้เที่ยวจริงๆ ก็มีที่วัดฉงหยวนและที่หมู่บ้านริมน้ำโจวจวง นอกนั้นเป็นรายการบังคับของรัฐบาลจีนจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ต้องไป นี่แหละครับคือการท่องเที่ยวของจีนที่ต่างจากของไทยโดยสิ้นเชิง เห็นไกด์เขาเล่าว่าปกติแล้วทัวร์ทั่วๆ ไป จะต้องไปตามที่ต่างๆ ที่รัฐบาลบังคับไว้ 7 แห่ง แต่ของเรานี่ระดับวีไอพีเลยเหลือแค่ 4 แห่ง แต่ต้องจ่ายแพงกว่าปกติ ถ้าไปครบ 7 แห่ง ค่าทัวร์จะถูกลงเยอะ ก็เลยถึงบางอ้ออีกว่า … ทำไมรายการทัวร์ตามที่บริษัทต่างๆ จัดกันถึงไม่ค่อยแพง ก็เลยลองเข้าไปดูรายละเอียดสถานที่เที่ยวต่างๆ ก็จริงอย่างที่เขาว่า เพราะส่วนมากมีแต่พาไปตามที่ที่รัฐบาลบังคับก็หมดไปแล้วอย่างน้อย 3 – 4 วัน วันนี้กว่าจะได้กลับถึงเซี่ยงไฮ้ก็เกือบ 3 ทุ่ม ทานอาหารมื้อเย็นกันเสร็จเข้าโรงแรมก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มกว่า คืนนี้พักที่โรงแรม Majesty Plaza Hotel ที่ด้านหลังโรงแรมติดกับถนนนานจิง (Nanjing Road) ซึ่งถือเป็นถนนคนเดิน และเป็นย่านช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของมหานครเซี่ยงไฮ้…. ก็หมดไปอีก 1 วัน ครับ

    

วันแรกของการเดินทาง
วันที่สองของการเดินทาง
วันที่สี่ของการเดินทาง

Comments
  1. Moo says:

    อืมมม…เห็นขาหมูแล้วอยากทานน่ะ

  2. Moo says:

    คุณอานี่เขียนหนังสือขายได้เลยนะคะนั่น

  3. SP_Ladplakao62 says:

    อยากทานเหมือนกันครับ แต่ต้องกลับมาดื่มชาหลงจิ่งเป็นกำมือถึงจะล้างไขมันออกได้หมด

  4. Moo says:

    คุณอาน่ะทานได้ค่ะ แต่ถ้าป้าทานสงสัยต้องกลิ้งเอาแระอิอิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s