TRIP TO NEW ZEALAND 2010 – PART 2

Posted: October 16, 2010 in Travel
Tags: , , , , ,

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ 2010 ตอนที่ 2

มาต่อตอนที่ 2 กันเลยครับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกก็เข้าไปอ่านก่อนได้ที่ Trip To New Zealand 2010 – Part 1 เพื่อจะได้ไม่งงนะครับ เมื่ออ่านแล้วก็ติดตามกันต่อได้เลย

เช้าวันที่ 27 กันยายน 2553 หลังจากปรุงอาหารเช้าแบบง่ายๆ กันเองแล้วก็มุ่งหน้าออกจาก Christchurch ขึ้นไปทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1 โดยจะลัดเลาะไปตามชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะใต้ตอนบน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 190 กม. ก็จะถึง Kaikoura ที่ขึ้นชื่อสำหรับการนั่งเรือดูวาฬ (Whale Watching)ในทะเล แต่ด้วยเวลาที่จำกัดและมีบางคนเมาเรือ ทำให้ไม่ได้ไปนั่งเรือชมวาฬขนาดยักษ์ที่นี่ แต่ก็มีโอกาสไปเดินชมแมวน้ำ (Seals) กับนกนางนวล (Seagulls) อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด จะสังเกตว่า บ่อยครั้งจะเน้นว่าชมฟรีหรือไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เพราะที่นิวซีแลนด์นี้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ส่วนใหญ่จะต้องเสียค่าเข้าชมเกือบทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่ค่าผ่านประตูคนละ 5 – 10 บาทเหมือนบ้านเรานะครับ อย่างต่ำก็ต้อง NZ$20 หรือประมาณ 460 บาทขึ้นไป ยังเคยคิดเล่นๆ เลยว่า บ้านเรามีโบราณสถานหรือสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกสนใจอยากจะเข้าชม ถ้าเราเก็บค่าเข้าชมคนละ 500 – 1,000 บาท ก็คงจะทำให้มีรายได้พอที่จะเอามาบำรุงรักษาโบราณสถานเหล่านั้นให้ดูดีกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก น่าเสียดายที่ผู้เกี่ยวข้องในบ้านเรากลับไม่มีใครให้ความสนใจด้านนี้เท่าที่ควร

 
ที่พักที่อยู่ในเครือของ YHA (Youth Hostel Association) เป็นที่พักสไตล์ Backpackers และแต่ละที่จะต้องมีครัวส่วนกลางให้ผู้เข้าพักได้มีที่สำหรับประกอบอาหารเอง ถือว่าเป็นที่พักที่ให้ความสะดวกและราคาสมเหตุสมผล ด้านซ้ายคือ YHA Rolleston ที่ Christchurch และด้านขวาคือ YHA Wedgwood House ที่ Picton

หลังจากใช้เวลาอยู่ที่ Kaikoura กว่า 3 ชั่วโมง แล้วก็มีโอกาสได้ชิมกุ้งชนิดหนึ่งที่เขาเรียกกันว่า Crayfish เพราะที่นี่เขาเป็นอาหารขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างทีเดียว เวลาขับรถเลียบชายฝั่ง ก็จะเห็นร้านอาหารที่เอาเจ้ากุ้ง Crayfish มาย่างขายกันดาษดื่น ถ้ามีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมแวะชิมนะครับ (อร่อยหรือไม่อร่อยก็ขึ้นอยู่กับลิ้นของแต่ละคนแล้วละครับ ฮ่าๆๆๆ) ต่อจากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปอีกกว่า 160 กม. เส้นทางที่ใช้ยังคงเป็นเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวลัดเลี้ยววกวนไปตามไหล่เขาเลียบเลาะชายฝั่ง แต่วิวทิวทัศน์ช่วงนี้จะสวยงามกว่าช่วงแรกที่ออกมาจาก Christchurch มาก หลังจากขับรถมาได้สัก 2 ชั่วโมง ก็จะถึงเมือง Blenheim เป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็ยังมีประชากรมากที่สุดในเขตภูมิภาคที่เรียกว่า Marlborough ที่เมืองนี้จะสามารถแยกไปทางซ้ายเพื่อข้ามไปยังเมือง Westport ทางชายฝั่งตะวันตกได้ แต่เรายังคงมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อเพื่อไปยังเมือง Picton ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางตอนเหนือสุดของเกาะใต้ เพราะเมืองนี้จะมีเรือเฟอรี่ข้ามช่องแคบคุก (Cook Strait) ไปยังเมืองหลวงคือ Wellington นั่นเอง จุดประสงค์ที่ตั้งใจขับรถจาก Christchurch มาที่นี่ก็เพื่อจะมาลงเรือเฟอรี่ข้ามฟาก แต่ความจริงถ้าไม่อยากขับรถมาลงเรือที่นี่ ก็สามารถนั่งเครื่องบินภายในประเทศจาก Christchurch ไปลงที่ Wellington เลยก็ได้ ที่เราเลือกขับรถกันมาทางนี้ก็เพราะอยากแวะชมวิวทิวทัศน์ทางฝั่งตะวันออกตอนบนของเกาะเหนือด้วย เราแวะพักที่เมือง Picton 1 คืน ที่พักก็เป็นในเครือ YHA เช่นเคย บรรยากาศก็โอเค ที่ต้องแวะพักเพราะต้องรอลงเรือเฟอรี่ในวันรุ่งขึ้น


ในประเทศนิวซีแลนด์ เท่าที่สังเกตจะมีร้านอาหารไทยอยู่แทบทุกเมือง อย่างน้อยก็ 1 – 2 ร้านสำหรับเมืองเล็กๆ ที่เห็นในภาพก็เป็นร้านอาหารไทยร้านหนึ่งในเมือง Kaikoura แต่ไม่ได้แวะเข้าไปชิมนะครับ เพราะมื้อเที่ยงวันนั้นชิมกุ้ง Crayfish ขนาดยักษ์แทน


บริเวณที่เขาเรียกว่า Seal Colony คือถิ่นที่อยู่อาศัยของแมวน้ำ เราสามารถขับรถเข้าไปจอดแล้วเดินข้ามเขาลงไปยังชายหาดที่มีแมวน้ำจำนวนมากนอนอาบแดด แล้วบริเวณเดียวกันก็จะเป็นที่วางไข่ของบรรดานกนางนวลด้วย

ตื่นเช้าวันที่ 28 กันยายน 2553 ก็ปรุงอาหารทานกันเองอีกเช่นเคย อย่างที่ทราบ ที่พักในเครือของ YHA ทุกแห่งจะต้องมีครัวสำหรับให้ผู้ที่มาพักได้ประกอบอาหารเองได้ เราก็เลยเลือกที่จะพักแบบนี้ตลอดการเดินทาง เพราะสะดวกและประหยัดและได้ทานอาหารที่ถูกปากเราเองด้วย อย่างน้อยก็มื้อเช้ากับมื้อเย็น เว้นแต่มื้อกลางวันส่วนมากก็จะฝากท้องไว้กับร้านอาหารสะดวกซื้อที่ชื่อว่า Subway ซึ่งเราขอเรียกว่าร้านขนมปังใส่ไส้ตามสั่ง เพราะเราสามารถเลือกชนิดและขนาดของขนมปัง แล้วก็จะใส่ไส้อะไรก็ได้ตามที่เขามีอยู่ ถ้าเรียกชื่อไม่ถูกก็ชี้ๆ เอา พนักงานเขาก็จะจับใส่ให้ ขนมปังฝรั่งเศสยาว 12 นิ้ว 1 ชิ้นก็อิ่มได้ไปจนถึงเย็นทีเดียว พอรับประทานอาหารเช้าเสร็จสรรพก็ขับรถไปยังท่าเรือเฟอรี่แล้วก็ทำการคืนรถที่เช่ามาตั้งแต่ Christchurch ที่นั่น การคืนรถนี่สะดวกมาก โดยขับรถไปจอดบริเวณลานจอดที่เขาเตรียมไว้สำหรับรถที่เช่ามา แล้วไปที่เคาน์เตอร์ที่เขาทำไว้ภายในบริเวณท่าเรือ ยกหูโทรศัพท์ที่เขาเตรียมไว้เพื่อแจ้งให้พนักงานเขาทราบว่าเราเอารถมาคืนแล้ว เมื่อเขารับทราบเราก็หย่อนกุญแจรถลงในกล่องที่เขาเตรียมไว้ ก็เป็นอันเสร็จ ที่เราไม่เลือกเอารถลงเรือเฟอรี่ข้ามไปใช้บนเกาะเหนือก็เพราะว่าไม่อยากเสียค่าระวางไปเปล่าๆ และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราไปเช่ารถที่เกาะเหนือก็จะถูกกว่าด้วย สู้ยอมหิ้วสัมภาระมาโหลดลงใต้ท้องเรือดีกว่า สำหรับคนที่ขับรถลงเรือก็ไม่ต้องเอาสัมภาระออกมาโหลดลงใต้ท้องเรือเหมือนเรา เพราะเขาสามารถขับรถลงเรือไปได้เลย

เรือเฟอรี่ที่ไปใช้บริการครั้งนี้เป็นของ Interislander ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเรือเฟอรี่ข้ามฟากรายใหญ่ของที่นี่ เป็นเรือขนาดใหญ่ นั่งสบาย มีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้ให้บริการด้วย (แต่ไม่ได้รวมกับค่าตั๋วนะครับ ค่าตั๋วปกติคนละ NZ$64 แต่ก็จะมีช่วงโปรโมชั่นลดราคาอยู่บ่อยๆ) ใช้เวลาได้การเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เรือก็เข้าเทียบท่าที่ Wellington เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ที่ได้ฉายาว่า เมืองแห่งวายุ (Windy City) เพียงเข้ามาถึงปากอ่าวก็รับรู้เลยว่าฉายานี้เป็นจริงสมคำกล่าวอ้าง เพราะลมแรงมากๆ ตอนที่ออกมายืนบนระเบียงนอกตัวเรือ แทบจะถูกลมพัดตกเรือทีเดียว หลังจากที่ถึงฝั่งเรียบร้อย คราวนี้ไม่เหมือนตอนที่ลงจากเครื่องที่ Christchurch เพราะออกมาก็เจอพนักงานของบริษัทรถเช่ามายืนถือป้ายรอรับภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้าเลย หลังจากมารับเราแล้วเขาก็พาเราไปทำสัญญาเช่ารถที่สำนักงานของเขาซึ่งอยู่ในตัวเมือง ตกลงเช่าทั้งหมด 9 วันๆ ละ NZ$37 (ประมาณ 850 บาท) ถือว่าถูกกว่าเมื่อ 3 วันแรกมาก


เรือเฟอรี่ของ Interislander ลำที่พาเราข้ามฟากไปมาระหว่างท่าเรือที่ Picton กับ Wellington เป็นเรือขนาดใหญ่สามารถขนรถตู้คอนเทนเน่อร์ได้หลายคัน รวมทั้งรถส่วนบุคคลอีกจำนวนมาก

เมื่อได้รถใช้เรียบร้อยก็ขับเข้าไปเช็คอินที่ YHA Wellington City ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับ Supermarket ที่ชื่อว่า New World เลยถือโอกาสแวะซื้ออาหารสดเพื่อเอาไปทำกับข้าว เพราะต้องพักที่นั่น 3 คืน เพื่อทำธุระที่ Victoria University of Wellington ให้เรียบร้อย ทั้งการสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีของลูกสาวและการจองหอพัก วันที่ไปถึง Wellington วันแรกอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนและลมแรงมากๆ เลยทำให้อากาศที่หนาวอยู่แล้วหนาวยิ่งขึ้นไปอีก มองไปทางไหนก็ขมุกขมัวไปหมด ยังคุยกันเลยว่าลูกสาวแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากจะย้ายไปเรียนต่อที่นั่น แทนที่จะเรียนต่อที่ University of Canterbury ใน Christchurch แต่คณะที่ลูกสาวจะเลือกเรียนนั้นเหมาะที่จะเรียนที่นั่นมากกว่า เพราะที่นั่นมีชื่อเสียงในด้านนี้ และก็เป็นเมืองหลวงสามารถทำงาน part-time ในระหว่างเรียนตามสถานที่ราชการต่างๆ ได้ เมื่อมานั่งบวกลบคูณหารดูแล้ว ทุกคนก็ลงมติเป็นเอกฉันท์อนุญาตให้ลูกสาวไปเรียนต่อที่นั่นได้ การสมัครเข้าเรียนต่อที่นั่นไม่ต้องสอบเข้าแข่งขันเหมือนบ้านเรา เนื่องจากลูกสาวไปเรียนที่นั่นตั้งแต่จบ ม. 3 จากเมืองไทย แล้วก็เข้าเรียนมัธยมปลายตามหลักสูตรของที่นั่น จึงมีสิทธิเข้าเรียนได้เลยถ้ายังมีที่ว่างเหลืออยู่และสอบวิชาที่เป็น NCEA (National Certificates of Educational Achievement) ได้ตามหลักสูตรที่กำหนดโดย NZQA (New Zealand Qualifications Authority) ซึ่งนักเรียนที่จะมีคุณคุณสมบัติเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่นั่นได้ต้องผ่านตามหลักเกณฑ์ขั้นต้นก่อนถึงจะมีสิทธิ์สมัคร วันนี้ก็หมดไปกับการเดินทางไปอีก 1 วัน ทั้งนั่งเรือข้ามฟาก รับรถ เตรียมซื้ออาหารสดเอาไว้ปรุงเองในแต่ละมื้อ โดยเริ่มตั้งแต่มื้อเย็นของวันที่ไปถึงทันที


ภาพนี้ถ่ายจากจุดชมวิวบนยอดเขา Mt. Victoria แต่อากาศไม่เป็นใจ ท้องฟ้าครึ้มอย่างที่เห็น แต่อย่างน้อยก็เห็นสภาพของเมือง Wellington ที่ตั้งอยู่บนปากอ่าวซึ่งจะรับลมที่พัดจากปากอ่าวขึ้นมาปะทะกับภูเขา Mt. Victoria อย่างเต็มที่

เช้าวันที่ 29 กันยายน 2553 หลังจากนอนหลับเต็มอิ่ม เพราะไม่ต้องคอยระวังแผ่นดินไหวเหมือนตอนที่นอนอยู่ Christchurch แล้ว ก็รีบลุกขึ้นมาปรุงอาหารเช้ารับประทานกันเอง เนื่องจากมีนัดกับเจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยตอน 10 โมงเช้า เพื่อให้พาทัวร์มหาวิทยาลัยและหอพักต่างๆ จะได้จัดการเรื่องการสมัครเข้าเรียนไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวที่มีโอกาสไปที่นั่น ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่วางไว้อย่างราบรื่น กว่าจะเสร็จภารกิจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยก็บ่าย 3 โมงกว่าแล้ว เลยถือโอกาสแวะเข้าไปชม Te Papa Tongarewa ซึ่งถือเป็น Museum of New Zealand ที่ไม่ควรพลาดเข้าไปชม พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้ชมฟรีอีกแห่งหนึ่ง ภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีเรื่องราวความเป็นมาของเมารี ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ด้วย และก็มีเจ้าปลาหมึกยักษ์ (Colossal Squid) ที่ถูกดองเอาไว้ แต่ที่นิวซีแลนด์นี่ค่าจอดรถแพงเหลือหลาย และยิ่งในเมืองนี่หาที่จอดรถฟรียากยิ่งกว่าหาทองคำในเหมืองดีบุกซะอีก ตามที่จอดรถริมถนนก็ต้องเสียค่าจอดเป็นชั่วโมงเหมือนกันแล้วก็จอดเกินเวลาที่กำหนดไม่ได้ด้วย แค่จอดริมถนนยังต้องจ่ายชั่วโมงละ NZ$4 หรือประมาณ 90 บาทแล้ว สรุปแล้ววันนี้ก็หมดเวลาไปกับเรื่องของมหาวิทยาลัยแถมท้ายด้วยการเข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์ Te Papa Tongarewa แต่ก็สบายใจ ที่จัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยไปได้ด้วยดี เพราะเป็นจุดประสงค์หลักจริงๆ ของการเดินทางไปนิวซีแลนด์ครั้งนี้ ส่วนเรื่องขับรถเที่ยวเป็นเรื่องรอง หลังจากที่ได้ทำภารกิจเกี่ยวกับเรื่องที่มหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว


ที่เห็นในภาพนั่นแหละครับคือเครื่องหยอดเหรียญสำหรับจ่ายค่าจอดรถตามริมถนนในแต่ละเมือง ด้านซ้ายมือคือที่เมือง Wellington ดูทันสมัยหน่อยเพราะสามารถใช้บัตรเครดิตจ่ายได้ด้วย ส่วนด้านขวามือเป็นของเมือง Rotorua ครับ เมื่อจ่ายเงินแล้วจะได้ใบเสร็จออกมา เราก็จะต้องเอามาวางไว้ที่คอนโซลหลังกระจังบังลมหน้ารถเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เดินตรวจตลอดเวลาได้เห็น ไม่งั้นจะโดนล็อคล้อ แล้วจะรู้ว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเป็นยังไง

เช้าวันที่ 30 กันยายน วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้าเลย ลมก็แรง หนาวก็หนาว อุณหภูมิตอนกลางวันอยู่ประมาณ 14 องศาเซลเซียส สำหรับคนไทยอย่างเราเรียกว่าหนาวทีเดียวเพราะมีทั้งฝนและลมมาช่วยเพิ่มความเย็นจนถึงกระดูก เลยทำให้ทุกคนนอนตื่นสายกันหมด ในห้องอบอุ่นเพราะมี Heater เลยทำให้วันนี้แทบไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนตามที่ได้วางแผนเอาไว้เลย นอกจากตอนบ่ายๆ ขับรถดูรอบๆ เมือง แต่ก็ถ่ายรูปอะไรไม่ได้ นอกจากนั้นก็แวะไปที่ Weta Cave ซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึกที่เกี่ยวกับตัวละครในภาพยนตร์อย่างเช่น Lord of the Ring อุตส่าห์ขับรถขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดเขา Mt. Victoria หวังว่าจะได้เห็นภาพเมือง Wellington ที่ชัดเจน สวยงาม แต่ก็มองไม่ค่อยเห็นอะไร เพราะท้องฟ้าครึ้มไปหมด เลยทำให้การไป Wellington ครั้งนี้พลาดโปรแกรมที่อยากแวะชมไปหลายแห่งทีเดียว ก็หวังว่าตอนขากลับที่จะต้องแวะมาที่นี่อีกครั้ง ท้องฟ้าจะเป็นใจให้มองเห็นเมือง Wellington ที่ชัดเจน เพราะอย่างน้อยลูกสาวก็จะต้องเรียนอยู่ที่นี่อีก 3 ปี จนจบปริญญาตรี

เขียนมาถึงตอนนี้ก็เริ่มตาลายอีกแล้ว เอาไว้ต่อพรุ่งนี้ดีกว่า เพราะพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่มขับรถออกจาก Wellington เพื่อเที่ยวจริงๆ ซะที …โปรดติดตามตอนต่อไป ฮ่าๆๆๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To New Zealand 2010 – Part 1
Trip To New Zealand 2010 – Part 3
Trip To New Zealand 2010 – END

Comments
  1. Moo says:

    คุณอาไป NZ เที่ยวนี้คุ้มค่าจิงจิงเลยเนอะ

  2. jasmine4you says:

    อ่านแล้วอยากไปเที่ยวมั่งจัง
    คราวหน้าจะหนีไปเที่ยวบ้าง อิอิ

    • spiroonyoi says:

      ไม่ต้องหนีก็ได้ครับ จะไปที่ไหนก็บอกกันดีๆ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว อิอิ
      วันนี้ไปทำธุระต่างจังหวัดเพิ่งจะกลับมา สงสัยไม่มีแรงจะเขียนตอนที่ 3
      ขอผลัดไปเขียนวันถัดไปละกัน ใครอยากอ่านยกมือขึ้น
      ถ้าไม่มีจะได้ไม่เขียน ฮ่าๆๆๆ

  3. auoauo says:

    ตกลงกุ้งอร่อยรึป่าวคะ 55+ เมืองเค้าสวยมากเลยคะ น่าไปเทียวๆๆจริงๆ อากาศคงดีมากกๆ เลย^^

    • spiroonyoi says:

      อิอิ อาก็ว่าเหมือนๆ กุ้งแม่น้ำบ้านเรานั่นแหละ เผลอๆ กุ้งแม่น้ำบ้านเราอร่อยกว่าอีก ช่วงที่อาไปเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศก็อุ่นขึ้นหน่อยหนึ่ง วันไหนไม่มีเมฆฝน แดดก็แรงมากๆ ถึงจะไม่ร้อนแต่ก็ไหม้ได้เลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s