ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ 2010 ตอนที่ 3

เช้าวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ในเมือง Wellington วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนปกคลุมเหมือนวันก่อน แต่ก็น่าเสียดายที่จะต้องจากเมืองนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 จุดหมายปลายทางของวันนี้คือเมือง New Plymouth ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะเหนือ ระยะทางจาก Wellington ถึงเมือง New Plymouth ก็ประมาณ 356 กม. หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ YHA Wellington City แล้ว ก็ขับรถเลียบชายฝั่งตะวันตกมาเรื่อยๆ วิวทิวทัศน์ด้านนี้ไม่ค่อยสวยงามนัก ถ้าจะเทียบกับเกาะใต้ เกาะใต้จะสวยกว่ามาก ชายหาดที่มองเห็นก็จะเป็นทะเลโคลนกับโขดหินซะมากกว่า ไม่ได้เป็นหาดทรายสำหรับจะลงไปเดินเล่น เนื่องวันนี้อากาศดีไม่มีฝนตก จึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสบายๆ ช่วงก่อนออกจากตัวเมือง เหลือบไปมองฝั่งตรงข้าม เห็นการจราจรทางด้านที่กำลังจะมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองติดขัดกันยาวเหยียดเหมือนกัน ไม่แพ้ชั่วโมงเร่งด่วนในบ้านเรา พอขับเลยตัวเมืองได้ไม่นาน ช่วงนั้นเริ่มเข้าเขตที่ให้ใช้ความเร็วได้สูงสุดไม่เกิน 100 กม./ชม. ก็สังเกตเห็นรถตำรวจหลวงทางจอดอยู่ทางแยกข้างทาง ที่แปลกใจเพราะปกติแล้วไม่ค่อยเคยเห็นรถตำรวจเลย พอเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นตำรวจกำลังส่องกล้องเพื่อถ่ายรูปรถที่ขับเร็วกว่ากำหนดนั่นเอง ดีนะที่เราไม่ขับเกิน เพราะไม่ได้รีบอยู่แล้ว นึกว่าจะมีแต่บ้านเราที่มักมีตำรวจแอบซุ่มตามร่มไม้ แต่ที่นี่เขาไม่ได้แอบ เขาจอดรถแล้วเปิดกระจกตั้งกล้องส่องให้เห็นกันจะๆ ถ้าใครโดนนี่ก็ถือว่าไม่ดูตาม้าตาเรือเอาซะเลย

หลังจากขับรถมาได้ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็จะผ่านเมือง Bulls ซึ่งถ้ายังใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ก็จะขึ้นเหนือไปยัง Lake Taupo แต่วันนี้เราจะแยกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อไปยังจุดหมายของเราคือเมือง New Plymouth โดยแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 3 ที่ได้ชื่อว่าเมือง Bulls ก็อาจจะเป็นเพราะเมืองนี้มีการเลี้ยงวัวกันมากกว่าที่อื่นก็ได้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ เพราะชื่อเมืองนี้ตั้งตามชื่อของคนก่อตั้งเมืองคือ James Bull ต่างหาก จุดแรกที่แวะพักเพื่อรับประทานอาหารกลางวันคือที่ Wanganui อาหารก็เป็นอาหารแบบฝรั่งปกติ แต่ไม่ได้แวะเข้าไปในตัวเมือง เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปตามทางหลวงหมายเลข 3 ต่อ เท่าที่สังเกตสองข้างทาง แถวเกาะเหนือนี้จะต่างกับเกาะใต้ คือไม่ค่อยมีแกะให้เห็นมากนัก ส่วนมากจะเป็นวัว พอขับมาใกล้จะถึง New Plymouth ก็จะมองเห็น Mt. Taranaki หรือ Mt. Egmont ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วรูปร่างก็คล้ายๆ กับภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่น และถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai ภูเขาไฟที่เห็นในภาพยนตร์ที่เขาสมมุติว่าเป็นภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ Mt. Taranaki เพราะเขาถ่ายทำกันที่นี่ไม่ได้ถ่ายทำในญี่ปุ่นแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ที่โล่ง ประชากรอยู่น้อย และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจึงไม่แปลกที่ภาพยนตร์ดังๆ หลายเรื่องจึงเข้ามาอาศัยสถานที่ของนิวซีแลนด์ในการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น Lord of the Ring หรือ The Last Samurai ที่พูดถึง โชคดีที่วันนี้อากาศค่อนข้างดี เลยได้เห็นยอดเขา Mt. Taranaki ที่มีหิมะปกคลุมได้อย่างชัดเจน เพราะถ้าอากาศไม่ดีมีเมฆมาก โอกาสที่จะเห็นยอดเขาก็แทบจะไม่มีเลย ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวเปล่าที่ตั้งใจไปดูความงามของยอดเขานี้


ที่มองเห็นเป็นพื้นหลังของภาพอยู่ไกลๆ นั่นคือ Mt. Taranaki หรืออีกชื่อคือ Mt. Egmont ซึ่งถูกสมมุติให้เป็นภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่นในภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai

ความจริงแล้ว คนที่มาที่ New Plymouth ส่วนใหญ่มักจะขึ้นไปยัง Egmont National Park ซึ่งอยู่บนยอดเขา Mt. Taranaki แต่เนื่องจากเราไปถึงก็เริ่มจะเย็นแล้ว เลยตัดสินใจไม่ขึ้นไป เพราะถ้าขึ้นไปก็จะต้องขับรถย้อนขึ้นไปจากตัวเมือง New Plymouth อีกเกือบชั่วโมง กว่าจะถึงก็มืดซะก่อน คงไม่ได้เห็นอะไร จึงเลือกที่จะขับรถเล่น ชมวิวทิวทัศน์เลียบชายฝั่งที่ติดกับเมือง New Plymouth แทน เมืองนี้ก็เป็นเมืองไม่ใหญ่โตอะไร ขับรถวนไปวนมาไม่กี่รอบก็ทั่วเมืองแล้ว จึงแวะเข้าเช็คอินยังที่พักที่อยู่ในเครือของ YHA อีกเช่นเคย ที่พักที่นี่ร่มรื่นดีมาก เพราะอยู่ท่ามกลางสวนที่มีต้นไม้ใหญ่มากมาย แต่ก่อนจะแวะเข้าที่พักเพื่อประกอบอาหารมื้อค่ำ ก็เข้าปั้มเพื่อเติมน้ำมัน ลืมบอกไปว่า การเติมน้ำมันที่นิวซีแลนด์นี่เป็นแบบบริการตัวเอง (Self-Service) ทั้งหมด บ้านเราที่เคยเห็นก็มีที่ปั๊มบางจากบางแห่งในกรุงเทพฯ หมายถึงเราต้องเติมเอง เสร็จแล้วก็เดินไปจ่ายค่าน้ำมันที่ร้านขายของที่อยู่ภายในปั้มนั่นแหละ เรียกว่าพนักงานเก็บเงินในร้านขายของทำหน้าที่ทั้งเก็บเงินค่าน้ำมันและขายของไปด้วย เป็นการประหยัดแรงงานไปได้เยอะ สาเหตุที่เขาไม่จ้างพนักงานมาคอยเติมน้ำมันแบบบ้านเราก็เพราะว่า จำนวนรถที่มีไม่มาก วันหนึ่งอาจจะมีรถเข้าไปเติมไม่กี่คัน ถ้าจ้างพนักงานก็คงไม่คุ้มนั่นเอง คืนนี้มีคนมาพักที่ YHA Egmont Eco Lodge แค่ 3 ห้อง แล้วรู้สึกว่า อีก 2 ห้องที่มาพักนั้นจะไม่ได้ประกอบอาหารรับประทานด้วย เลยทำให้เย็นวันนั้นเหมือนห้องครัวเป็นของเราคนเดียวเลย ฮ่าๆๆๆ


บรรยากาศริมชายหาดของเมือง New Plymouth ในยามเย็น ซึ่งเขาจะทำเป็น Walk Way ริมชายหาดเอาไว้ให้ผู้คนออกมาเดินและวิ่งออกกำลังกาย ก็เป็นชายหาดธรรมดาๆ ไม่สวยอะไร บริเวณนี้สู้ชายหาดชะอำบ้านเราไม่ได้

เช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2553 หลังจากหลับพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มที่แล้ว วันนี้ก็ต้องเดินทางอีกกว่า 368 กม. เพราะจุดหมายปลายทางของวันนี้คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์นั่นคือ Auckland ซึ่งอยู่กลางๆ ของเกาะเหนือ แต่ก่อนจะถึง Auckland ก็ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจและจะต้องแวะชมก็คือ Waitomo Caves หลังจากรับประทานอาหารเช้าแบบปรุงเองที่ YHA Egmont Eco Lodge แล้ว ก็ขับรถมุ่งหน้าขึ้นเหนือตามทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงชั่วโมงแรกเส้นทางก็จะเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตก ต่อจากนั้นก็จะคดเคี้ยวเลี้ยวลัดตัดไปตามหุบเขาน้อยใหญ่ สลับกับทุ่งหญ้าที่เขียวขจี แต่ไม่ค่อยมีแกะให้เห็นอย่างที่บอกแล้ว จะเห็นวัวพันธุ์เนื้อและวัวนมซะส่วนใหญ่ ขับรถมาได้ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็จะถึงทางแยกซ้ายมือเพื่อเข้าทางหลวงหมายเลข 37 ขับเข้าไปอีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึง Waitomo Caves หลังจากจอดรถเสร็จสรรพก็ติดต่อซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมถ้ำหินงอกหินย้อยและหนอนเรืองแสง (Glow Worms) ค่าเข้าชมก็มีหลากหลายแบบให้เลือก แต่เราเลือกแบบถูกสุด เพราะจะดูแค่หนอนเรืองแสงที่อยู่ภายในถ้ำหินงอกหินย้อยอยู่แล้ว ขนาดถูกสุดนี่ก็ยังตกคนละ NZ$65 หรือประมาณ 1,500 บาทเลย ก็จะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีในการเข้าชม ตอนแรกก็จะมีมัคคุเทศก์นำทางเข้าไปในถ้ำหินงอกหินย้อย อธิบายถึงความเป็นมา หลังจากนั้นก็จะให้ลงเรือขนาด 15 ที่นั่ง เรือที่นี่จะไม่ใช้เครื่องยนต์ ไม่ใช้คนพาย ไม่ใช้ไม้ค้ำถ่อ แต่จะใช้คนเอามือสาวไปตามเชือกที่ผูกไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง แล้วภายในถ้ำก็มืดสนิท จะพายก็คงมองไม่เห็นทาง เลยใช้เชือกในการนำทาง เพื่อให้มองเห็นหนอนเรืองแสงที่เกาะอยู่บนเพดานถ้ำอย่างชัดเจน (เสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเลยไม่มีภาพสวยๆ ให้ดูครับ) ลักษณะเหมือนท้องฟ้าที่มีดาวระยิบระยับ เป็นแสงที่เกิดจากธรรมชาติเหมือนกับแสงหิ่งห้อยบ้านเรา แต่แสงที่เกิดจากหนอนเรืองแสงนี้จะไม่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนนิวซีแลนด์มีรายได้เข้าประเทศ เพราะเจ้าหนอนเรืองแสงนี่เอง พูดถึงหนอนเรืองแสงแล้ว ก็อดพูดถึงหิ่งหอยที่อัมพวาบ้านเราไม่ได้ นับวันหิ่งห้อยที่อัมพวาก็จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ อีกหน่อยคนรุ่นหลังคงไม่มีโอกาสได้ชมความงามของแสงหิ่งห้อยระยิบระยับที่จับอยู่ตามต้นลำพูตามสองฝั่งคลองอีกต่อไป เพราะคนไทยเรามีของดีแล้วไม่รู้จักรักษานั่นเอง

 
บริเวณทางเข้า Waitomo Caves ซึ่งจะมีถ้ำหินงอกหินย้อย และหนอนเรืองแสง (Glow Worms) ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แปลกไปอีกแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น นอกจากที่นี่

ออกจาก Waitomo Caves ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน มื้อเที่ยงวันนี้เราแวะทานกันที่ Subway อีกเช่นเคย แต่เป็นที่เมืองแห่งกุหลาบ Te Awamutu แต่ตอนที่ไปนั้นมองไม่เห็นดอกกุหลาบสักดอก ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ได้ฉายาเมืองแห่งดอกกุหลาบนั้นเขาปลูกกันแถวไหน เพราะขับรถผ่านเมืองนี้ก็พยายามสังเกตว่ามีสวนดอกกุหลาบตรงไหนบ้าง แต่ก็ไม่เห็น หรือเพราะเราไม่ได้ไปที่สวนกุหลาบของเขาก็เป็นได้ แต่ช่างเถอะเพราะเมืองนี้ก็แค่เป็นทางผ่านของเรา เมื่อท้องอิ่มแล้วก็ขับรถขึ้นเหนือต่อ ก็จะผ่านเมือง Hamilton ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในเกาะเหนือ ที่เมือง Hamilton นี้จะเป็นที่บรรจบกันของทางหลวงหมายเลข 3 และหมายเลข 1 ซึ่งมาจากเมือง Cambridge และ Rotorua แต่วันนี้เราจะขึ้นเหนือไปอีกโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 เส้นทางที่ใช้จะเลียบไปกับแม่น้ำ Waikato ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของนิวซีแลนด์ มองเห็นน้ำเต็มตลิ่งตลอดสาย นอกจากนั้นก็จะมีไร่องุ่น ให้เห็นบ้างประปรายตามสองข้างทาง ขับมาได้อีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็จะเข้าเขต High Way ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้จะเข้าสู่ตัวเมือง Auckland แล้ว จำนวนรถก็ดูจะมากขึ้นสมกับเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ พอเข้าเขตตัวเมือง สิ่งแรกที่พยายามมองดูคือป้ายบอกทางคำว่า City Center เพราะทุกเมืองของนิวซีแลนด์ จะมี City Center ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองนั้นๆ ที่มองหาป้าย City Center ก็เพราะว่าที่พักส่วนใหญ่ในเครือ YHA มักจะอยู่ใน City Center หรือถ้าจะไปไหนก็จะเริ่มที่ City Center เพราะจะทำให้ดูแผนที่แล้วไม่มีหลงแน่ๆ เมื่อขับรถหาที่พักคือ YHA Auckland City เจอแล้วก็รีบเข้าไปเช็คอินเพื่อนำสัมภาระพร้อมทั้งอาหารสดไปเก็บในครัว แล้วก็ออกมาขับรถสำรวจเส้นทางต่างๆ ภายในตัวเมือง Auckland ก่อนที่จะมืดค่ำ

เย็นวันนั้นงดประกอบอาหารรับประทานเอง เพราะต่างคนก็เหนื่อยกับการเดินทางไกลมาด้วยกัน เลยตัดสินใจออกไปรับประทานอาหารเกาหลีแบบ BBQ บุฟเฟ่ต์ที่อยู่ใกล้ๆ กับที่พักตรงมุมถนน City Road ตัดกับถนน Queen Street ดูภายนอกนึกว่าจะไม่ค่อยมีคนเข้าไปรับประทาน แต่พอเปิดประตูเข้าไป โอ้ววว…. คนเต็มร้านเลย หลังจากรับประทานเสร็จเรียบร้อยออกมาถึงได้รู้ว่าทำไมคนถึงเต็มร้าน ก็เพราะอาหารอร่อย เป็นพวกเนื้อ ปลา และอาหารทะเลย่างที่ใครทานเก่งๆ แล้วรับรองคุ้มครับ ใครที่ชอบประเภทเนื้อย่างสไตล์เกาหลีในราคาไม่แพงแบบบุฟเฟ่ต์ละก้อ ขอแนะนำร้านนี้เลย ถ้ามีโอกาสไป Auckland

 
ริมถนน Queen Street เริ่มตั้งแต่มุมถนน City Road ลงไปจะมีร้านอาหารทางเอเชียหลายร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ถัดจากนั้นมาก็จะเป็นร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งยี่ห้อ Glassons เป็นยี่ห้อที่วัยรุ่นนิวซีแลนด์นิยม เพราะราคาไม่แพง

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ออกเดินชม Auckland ในยามราตรีไปตามถนน ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งแต่ตอนที่ออกไปเดินนั้น ร้านส่วนมากก็จะปิดแล้ว เพราะที่นี่ร้านค้าต่างๆ จะปิดตั้งแต่ 5 – 6 โมงเย็น แต่ที่ Auckland จะต่างกับเมืองอื่นๆ คือจะมีสถานบันเทิงอยู่มากกว่า เลยทำให้ยังมีผู้คนออกมาเดินให้เห็นถึงแม้จะเป็นเวลา 4 ทุ่มกว่าแล้ว ถ้าเป็นเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา แค่ 6 โมงเย็นสภาพเมืองก็ไม่ต่างกับเมืองร้างดีๆ ไหนๆ ก็ตั้งใจขับรถมาจนถึง Auckland ถ้าไม่ได้ขึ้นไปชมวิวบน Sky Tower ก็ถือว่าเสียเที่ยว จึงเดินออกจากถนน Queen Street ออกไปทางซ้ายเพื่อเข้าถนน Victoria Street West เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จะถึง Sky Tower ซึ่งภายในจะมีทั้งโรงภาพยนตร์และศูนย์การค้าและโรงแรม ส่วนเราก็ไปซื้อตั๋วเพื่อจะขึ้นไปชมวิว Auckland ในยามราตรีบนชั้น Sky Deck (เขาว่าเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในตัวเมือง Auckland คือสูงถึง 220 เมตร) แต่ต้องเสียค่าขึ้นไปชมคนละ NZ$28 รู้ว่าแพงแต่ก็ต้องยอม เพราะคงไม่ได้แวะมาบ่อยๆ ขึ้นไปแล้วก็ให้นึกถึงตึกใบหยก 2 ของบ้านเรา เพราะตึกใบหยก 2 สูงกว่าด้วย และวิวจากมุมสูงของกรุงเทพฯ ก็สวยกว่าเยอะครับ ไม่ว่าจะมองไปยังทางด่วนแถวมักกะสันหรือมองไปทางฝั่งเจ้าพระยาก็ตาม เพราะที่บอกว่า Auckland เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์นั้นเทียบไม่ได้กับกรุงเทพของเราเลย


Sky tower ที่มองเห็นเด่นเป็นสง่าอยู่กลางใจเมือง Auckland ภาพนี้ถ่ายจากบริเวณที่พักที่อยู่มุมถนน City Road ตัดกับถนน Liverpool Street ในตอนกลางคืนก็ดูสวยงามไปอีกแบบ


ภาพนี้ถ่ายลงมาจากส่วนที่ชมวิวบน Sky Tower ที่เขาเรียกว่า Sky Deck มองมายังทางทิศใต้ของตัว Tower จะเห็นทางด่วนที่จะมุ่งลงไปทางเมือง Hamilton ที่อยู่ทางใต้ของ Auckland

ลงจาก Sky Tower ผ่าน Starbucks เลยแวะหากาแฟดื่มแก้หนาวสักหน่อยก่อนจะกลับที่พัก เป็นอันว่าวันนี้ก็หมดไปอีกวัน ยังมีอีกวันที่อยู่ใน Auckland เพราะจะได้ดูตอนกลางวันบ้าง แต่ตอนนี้เขียนมาเยอะแล้ว เอาไว้ติดตามตอนต่อไปดีกว่านะครับ ตอนต่อไปจะได้พาชมเมือง Auckland ตอนกลางวันบ้างว่ามีอะไรน่าสนใจ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To New Zealand 2010 – Part 1
Trip To New Zealand 2010 – Part 2
Trip To New Zealand 2010 – END

Comments
  1. Moo says:

    กะลังรออ่านอยู่ค่ะ

    • spiroonyoi says:

      รออีกหน่อยนะครับ ช่วงนี้ไม่คอยได้อยู่กับที่เลย
      เดินสายตลอด ฮ่าๆๆๆ อาจจะเป็นต้นเดือนหน้า
      มาเขียนตอนจบครับ

  2. Jasmine says:

    ย้อนกลับมาอ่านกี่ทีก็มีความสุขค่ะ
    จินตนาการภาพออกเลยนะคะ
    อย่างกับได้ไปเอง อิอิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s