ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ 2010 ตอนจบ

ห่างหายกันไปหลายวันหลังจากเขียนตอนที่ 3 ไปแล้ว วันนี้พอมีเวลาว่างนิดหน่อย ก็คิดว่าน่าจะมานั่งเขียนตอนจบของเรื่องนี้ได้แล้ว ขืนไม่รีบเขียนมีหวังลืมหมดแน่ๆ ก็มาต่อกันเลยนะครับ

เช้าของวันที่ 3 ตุลาคม 2553 หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ท่องเมือง Auckland ในยามราตรีแล้ว วันนี้ก็จะขอดูบรรยากาศเมือง Auckland ตอนกลางวันบ้าง โปรแกรมแรกหลังจากรับประทานอาหารเช้าแบบประกอบเองที่ YHA Auckland City แล้วก็ขับรถดูบรรยากาศภายในตัวเมือง Auckland อีกรอบ มองเห็น Sky Tower สูงตะหง่านอยู่บนถนน Victoria Street West ในตอนกลางวันดูแล้วสวยสู้ตอนกลางคืนไม่ได้ ไม่เชื่อลองกลับไปดูภาพ Sky Tower ที่ถ่ายจากมุมเดียวกันตอนกลางคืนในตอนที่ 3 แล้วจะบอกว่า ใช่เลย ภาพในตอนกลางคืนดูสวยกว่า หลังจากขับรถวนๆ อยู่ภายในตัวเมือง หรือที่นิวซีแลนด์เขาจะเรียกว่า City Center สักพัก ก็ขับออกมาตามถนน Mt. Eden Road ไปยัง Mt. Eden ซึ่งก็อยู่ไม่ห่างจาก City Center มากนัก ขับรถเลยไป 2 รอบ เพราะมองหาทางขึ้นไม่เจอ มีแต่ทางลง เนื่องจากป้ายทางขึ้นถูกต้นไม้บังอยู่ พอหาทางขึ้นเจอก็ขับรถวนขึ้นไปสักครู่เดียวก็ถึงยอด Mt. Eden ซึ่งเคยเป็นปล่องภูเขาไฟมาก่อน แต่ตอนนี้ดับแล้ว เพราะเท่าที่ดูจะเห็นบริเวณปากปล่องภูเขาไฟถูกปิดสนิท มีหญ้าขึ้นเขียวขจี ดูๆ ก็เหมือนกระทะใบขนาดใหญ่ที่หงายอยู่ จากบนยอด Mt. Eden นี้จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Auckland ได้รอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่าง Auckland เหนือกับ Auckland ใต้ และที่ขาดไม่ได้คือ Sky Tower เพราะถ้าขับรถหลงทิศ ก็ให้มองหา Sky Tower เอาไว้ ก็จะนำเราเข้าสู่ City Center ได้เอง

  

ลงจาก Mt. Eden ก็ไปยัง Kelly Tariton’s Antarctic Encounter & Underwater World ซึ่งอยู่บนถนนเลียบชายฝั่งที่ชื่อว่า Tamaki Drive ที่นี่จะมีนกเพนกวินให้ชม อีกทั้งมีอุโมงค์ที่ให้เราเดินลอดไปเพื่อชมปลาฉลามและปลาอื่นๆ ที่ว่ายอยู่รอบๆ ตัวเรา ก็คงคล้ายๆ กับ Water World ทั่วๆ ไป แต่มีขนาดเล็กกว่าที่ฮ่องกง นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์น้ำทะเลหลากหลายชนิดให้ศึกษา จะมีเจ้าหน้ามาอธิบายว่าสัตว์น้ำแต่ละชนิดเป็นอย่างไร และวิธีการให้อาหารทำอย่างไร ที่เห็นเด่นสะดุดตาก็จะมี Crayfish ชื่อเหมือนปลาแต่ความจริงเป็นกุ้งชนิดหนึ่ง ดูๆ จะตัวใหญ่กว่ากุ้งมังกร

  

ออกจาก Kelly Tariton แล้วก็มุ่งหน้าไปยัง Auckland Museum ซึ่งก็อยู่ภายในตัวเมือง Auckland พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อเทียบกับ Te Papa ที่ Wellington แล้ว ที่นี่จะดูเหมือนพิพิธภัณฑ์มากกว่า แต่ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ NZ$20 ใช้เวลาเดินชมอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์นี้ 2 ชั่วโมงกว่าจนมีเจ้าหน้าที่มาเตือนว่า อีก 5 นาทีจะปิดแล้ว เพราะที่นี่เขาจะปิดเวลา 17.00 น. เขาจึงมาไล่ให้รีบออกไป ไม่งั้นอาจจะถูกขังไว้ในพิพิธภัณฑ์ ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็ได้เวลากลับไปยังที่พักเพื่อประกอบอาหารมื้อเย็นทานกัน แล้วก็คงต้องรีบพักผ่อนอีกเช่นเคย สรุปวันนี้ก็หมดไปอีกวันในการตระเวนดูสถานที่ต่างๆ ในเมือง Auckland ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีประชากรอยู่มากที่สุดของนิวซีแลนด์ แต่ความรู้สึกของผมก็คิดว่าไม่ได้ต่างอะไรกับจังหวัดเล็กๆ ของบ้านเรา

เช้าวันที่ 4 ตุลาคม 2553 วันนี้ต้องเดินทางออกจากเมือง Auckland โดยย้อนกลับลงใต้มาตามทางหลวงหมายเลข 1 จุดหมายปลายทางของการเดินทางในวันนี้คือเมือง Rotorua ระยะทางประมาณ 235 กม. แต่เขาบอกว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ก่อนจะถึงเมือง Rotorua ก็จะต้องผ่านเมือง Hamilton ซึ่งก็เคยผ่านมาครั้งหนึ่งแล้วในวันที่ขึ้นมาจาก Waitomo Caves แต่วันนี้เราจะผ่านไปทางเมือง Cambridge ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่ยังคงสภาพเป็นแบบอังกฤษให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนก็จะเหมือนในอังกฤษ ต่อจากนั้นก็จะเข้าสู่เมือง Tirua เพื่อแยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 5 โดยจะใช้เวลาอีกประมาณเกือบๆ ชั่วโมงก็จะถึงตัวเมือง Rotorua

มาถึง Rotorua ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี ก่อนแยกเข้าตัวเมืองก็เหลือบไปเห็นร้าน Subway ซึ่งมักจะฝากท้องตอนกลางวันไว้ที่ร้านแบบนี้ประจำ ก็เลยไม่รอช้าขับรถแวะเข้าไปเติมพลังทันที เสร็จแล้วก็ขับรถเข้าเมืองเพื่อไป Check-in ที่ YHA Rotorua หรือ Rotorua Treks Backpacker ที่พักที่นี่ค่อนข้างทันสมัย ดีกว่าที่ YHA Auckland City ถึงแม้จะเป็นเมืองที่เล็กกว่ามาก หลังจากที่เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย ก็ขับรถออกไปยัง Hell’s Gate ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือดตามธรรมชาติที่มีชื่อแห่งหนึ่งของเมือง Rotorua และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาแช่ในบ่อโคลนและบ่อน้ำกำมะถันเพื่อผิวพรรณที่นุ่มเนียน ถ้าใครไม่อยากลงไปแช่บ่อโคลนทั้งตัว ก็ลองแช่เฉพาะเท้าได้ ซึ่งก็อยู่ภายในบริเวณที่เขาจัดไว้ให้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าแช่เท้าเอาไว้นานๆ พอยกเท้าขึ้นมาเท้าจะหายไปด้วยหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ เพราะเท่าที่สังเกตยังเห็นโคลนมันเดือดๆ อยู่เหมือนกัน

  

  

ออกจาก Hell’s Gate ก็กลับเข้ามาในเมือง แวะชมพิพิธภัณฑ์ Rotorua Museum ซึ่งก็ตั้งอยู่ในตัวเมือง แต่บังเอิญโชคไม่ค่อยดีนัก เพราะมีบางส่วนปิดปรับปรุง เขาว่ากันว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่ก่อนเคยเป็นสถานที่ที่เรียกว่า Bath House ซึ่งใช้ในการทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีการทำสปาด้วยน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ด้านหนึ่งยังคงลงเหลืออ่างอาบน้ำให้เห็นอยู่หลายห้อง มีบางห้องที่มองเห็นพื้นทะลุลงไปซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวและภูเขาไประเบิด เดินๆ เข้าไปบรรยากาศก็วังเวงดีครับ เพราะไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่ เดินไปนึกไปด้วยคิดว่าต้องมีผู้คนมานอนตายในอ่างเหล่านั้นไม่มากก็น้อย ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ภายในโรงพยาบาลร้างยังไงยังงั้นเลยละครับ ถ้ามีโอกาสได้แวะไปก็ลองสัมผัสบรรยากาศดูเองนะครับ

  

เมือง Rotorua เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบอีกเมืองหนึ่ง เพราะขนาดเวลาประมาณ 18.00 น. ออกมาข้างนอกที่พัก ก็แทบจะไม่เห็นรถแล่นอยู่ตามถนนเลย ผู้คนไม่รู้หายไปไหนหมด ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างดีๆ นี่เอง แต่ก็ลองเดินไปเรื่อยๆ กะว่าจะไปนั่งริมทะเลสาบ Lake Rotorua ในยามค่ำคืนสักหน่อย แต่ก็ไม่ทันไปถึง เพราะเดินไปเจองานวัดเข้า ความจริงไม่ใช่งานวัดหรอกครับ ที่ผมบอกว่าเป็นงานวัดก็คือ บรรยากาศเหมือนงานวัดบ้านเราเลย เพราะมีชิงช้าสวรรค์ มีซุ้มยิงปืน ปาเป้า เล่นเกมเพื่อจะได้ตุ๊กตาเป็นรางวัล มีม้าหมุน แต่ไม่มีเมียงู ฮ่าๆๆ นั่นแหละครับที่ผมแปลกใจ ไม่คิดว่าจะมาเห็นในนิวซีแลนด์ นึกว่ามีแต่ในงานวัดบ้านเรา ก็เห็นเด็กๆ ชาวกีวีสนุกสนานกับเครื่องเล่นที่ว่ากันดีครับ ความที่เป็นเมืองเล็กๆ เลยไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก น่าจะมีคนไทยเพียง 3 คนเท่านั้นที่ไปเดินปะปนกับเขาอยู่ในเวลานั้น

เช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2553 วันนี้ก็ต้องอำลา Rotorua มุ่งหน้าลงใต้ต่อ ความจริงกะเอาไว้ว่าจะแวะไปดู Buried Village of Te Wairoa แต่บังเอิญขับรถเข้าเส้นทางผิด และอีกอย่างต้องย้อนกลับไปอีกไกลพอสมควร เลยตัดสินใจไม่ไป ความจริง Buried Village นี้คือหมู่บ้านหนึ่งที่จมอยู่ภายใต้ลาวาของภูเขาไฟ Mt. Tarawera นั่นเอง ออกจาก Rotorua ก็ใช้ทางหลวงหมายเลข 5 จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ Lake Taupo ซึ่งห่างจาก Rotorua เพียง 82 กม. เท่านั้น แต่ระหว่างทางจะมีสถานที่ที่น่าสนใจ และตั้งใจจะใช้เวลาไปชมให้ได้ก็คือ Wai-O-Tapu Thermal Wonderland ซึ่งภายในบริเวณนี้จะมีสถานที่หนึ่งที่อยากเห็นของจริง เพราะเคยเห็นแต่ภาพมาเยอะก็คือ สระแชมเปญ (Champagne Pool) ซึ่งมีสีสรรสวยงามมาก นอกจากสระแชมเปญที่ว่าแล้ว ยังมี Lady Knox Geyser คือน้ำพุร้อนที่จะพุ่งขึ้นมาให้ชมกันประมาณวันละ 1 ครั้ง เวลาประมาณ 10.15 น. ของทุกวัน น้ำพุที่ว่านี้จะพุ่งขึ้นมาสูงประมาณ 10 – 20 เมตรทีเดียว แต่โชคไม่ดีอีกนั่นแหละ เพราะตอนที่ไปถึงมันเลยเวลา 10.15 น. ไปแล้ว เลยทำให้พลาดโอกาสได้ดูว่ามันพุ่งขึ้นมายังไง ก็ลองดูคลิปวีดิโอของคนอื่นที่เขาถ่ายไว้แทนละกันครับ

  

  


ออกจาก Wai-O-Tapu ก็มุ่งหน้าลงใต้ตามทางหลวงหมายเลข 5 ก็จะผ่านน้ำตก Huka Falls ซึ่งเป็นน้ำตกที่แรงและกระแสน้ำเชี่ยวมากๆ ไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวลงไปเล่นน้ำได้ น้ำตกนี้มาจากแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของนิวซีแลนด์คือแม่น้ำ Waikato River ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์อีกเช่นกันคือทะเลสาบ Lake Taupo บริเวณหลังน้ำตกนี้ หากใครชอบความท้าทายก็ลองไปนั่งเรือประเภท Jet Boat ดูนะครับ ก็คงคล้ายๆ กับการล่องแก่งบ้านเรา ต่างกันก็ตรงที่ความเร็วและความท้าทายเท่านั้น เพราะที่นี่ลองดูความแรงของกระแสน้ำตกที่ตกลงมาด้วยอัตรา 220,000 ลิตร/วินาทีแล้วละก็คงทำให้นึกภาพออกนะครับว่ามันจะแรงและเร็วขนาดไหน หลังจากเก็บภาพสวยๆ ของน้ำตก Huka Falls เสร็จก็ขับรถเข้าเมือง Lake Taupo เพราะคืนนี้จะพักที่ YHA Action Downunder ซึ่งอยู่ในตัวเมือง Lake Taupo

  

เมือง Lake Taupo ก็เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ขนาด 616 ตารางกิโลเมตร ก็อีกนั่นแหละครับ ที่นี่ก็เป็นเมืองสงบๆ ตกเย็นก็เงียบเหงา ไม่มีสถานบันเทิงให้เดินท่องราตรีได้ ส่วนใหญ่คนที่มาค้างที่นี่มักจะนั่งเรือชมรอบๆ ทะเลสาบ แต่ผมได้แค่เดินชมความงามของทะเลสาบแถวๆ บริเวณทางเดินที่เขาทำไว้เท่านั้นแหละครับ เป็นอันว่าวันนี้ก็หมดไปอีกวัน แต่ก็เป็นวันที่ได้ดื่มด่ำความสุขกับธรรมชาติมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกำมะถันที่คลุ้งกระจายไปทั่ว Wai-O-Tupa Thermal Wonderland หรือกลิ่นน้ำตกที่ให้ความเย็นเพิ่มขึ้นจากอากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้ว

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2553 วันนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดคือตั้งใจจะออกจาก Lake Taupo ประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งในเวลานั้นท้องฟ้ายังมืดสนิท สาเหตุที่ต้องออกแต่เช้าเพราะต้องการไปถึง Wellington ก่อนเที่ยง ระยะทางจาก Lake Taupo ถึง Wellington ประมาณ 378 กม. ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าลงใต้ ซึ่งก็จะผ่านเมือง Turangi, Waiouru, Taihape เรื่อยลงไปจนถึงเมือง Bulls ที่เคยผ่านมาแล้วเมื่อตอนขาขึ้นมาจาก Wellington เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ต่อจากนั้นก็ตรงดิ่งลงใต้จนถึง Wellington เวลาประมาณ 11.30 น. ตามที่ตั้งใจเอาไว้ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันในตัวเมือง Wellington แล้วก็แวะไปดูหอพักที่ uStay Cumberland ซึ่งปีหน้าลูกสาวจะต้องมาพักที่นี่ในขณะที่เรียนอยู่ที่ Victoria University of Wellington บังเอิญวันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนเหมือนวันที่มาถึง Wellington ครั้งแรก เลยทำให้เมือง Wellington น่าอยู่ขึ้นเยอะ นอกจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาขึ้นๆ ลงๆ และลมที่แรงมากๆ คือมีทั้ง Hilly and Windy เลยทีเดียว ก็สมกับฉายาของเมืองหลวงของนิวซีแลนด์ที่เป็น Windy City ละครับ คืนนี้พักที่ YHA Wellington City ที่เดิมที่เคยมาพักตอนแรก เพื่อจะรอเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศคือ Air New Zealand จาก Wellington ไปลงที่ Christchurch ในวันรุ่งขึ้น

  

เช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ตื่นเช้าก็เก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับเมืองไทย แต่ต้องเอารถที่เช่ามา 9 วัน ไปคืนก่อนแล้วพนักงานขับรถของบริษัทรถเช่าก็ขับไปส่งเราที่สนามบิน เพื่อเดินทางไปลงที่ Christchurch สาเหตุที่ต้องบินไปลงที่ Christchurch แทนที่จะบินตรงกลับเมืองไทยก็เพราะว่า สนามบินที่ Wellington นี้เป็นสนามบินขนาดเล็กเครื่องบินของสายการบินต่างประเทศไม่สามารถลงได้ ที่เห็นมาได้ก็จะเป็นของออสเตรเลียซึ่งไม่ได้ใช้เครื่องบินลำใหญ่ และอีกอย่างก็จะได้กลับไปส่งลูกสาวที่ Christchurch ด้วย จาก Wellington ถึง Christchurch ใช้เวลาบินประมาณ 40 นาที ถึง Christchurch เวลาประมาณ 11.15 น. ก็เรียกแท็กซี่เข้าไปในเมืองเพื่อหาซื้อของฝากบริเวณ Cathedral Square ต่อจากนั้นก็ไปส่งลูกสาวที่พักอยู่กับโฮสต์ที่ Halswell แล้วก็ต้องรีบกลับมาเตรียมขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยในเวลาบ่าย 3 โมง หมดค่าแท็กซี่ไป NZ$140.00 (ประมาณ 3,200 บาท) เท่ากับเช่ารถขับเองเกือบ 4 วันทีเดียว เพราะค่าแท็กซี่ที่นี่แพงมากครับ

  

ก็เป็นอันว่าการขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ครั้งนี้จบลงหลังจากก้าวเท้าขึ้นเครื่องของสายการบิน Emirates Airline ซึ่งใช้เวลาบินประมาณ 14 ชั่วโมง มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็ตี 1 กว่าๆ ของวันที่ 8 ตุลาคม นับจากวันแรกที่ออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อเย็นวันที่ 24 กันยายน รวมๆ แล้วก็ 13 วัน 12 คืน ใครที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนจบได้นี่ขอคารวะเลยครับ เพราะแสดงว่าสนใจจริงๆ ยังไงก็ฝากคอมเม้นท์ไว้ให้ด้วยนะครับ จะได้ทราบว่ามีใครหลงเข้ามาอ่านบ้าง ฮ่าๆๆๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Trip To New Zealand 2010 – Part 1
Trip To New Zealand 2010 – Part 2
Trip To New Zealand 2010 – Part 3

Comments
  1. Jasmine says:

    เรื่องน่าสนใจ+ภาพสวย
    แต่ถ้าจะให้ดี คราวหน้าต้องให้หนิงไปด้วย

    ปล.คุณอาถ่ายรูปสวยมากเลยค่ะ
    เหมือนช่างภาพมืออาชีพถ่ายเลย^^

    • spiroonyoi says:

      ขอบคุณครับที่ชม กำลังจะลอยแล้ว
      อย่าลืมช่วยดึงเอาไว้ด้วยล่ะ อิอิ

  2. ลดาวัลย์ เจริญวัย says:

    สวัสดีค่ะ …….
    แฟนพันธุ์แท้ …. แวะมาเยี่ยนอีกครั้งนะคะ ได้อ่านเรื่องราว Trip to New Zealand 2010 – End
    น่าสนุกมากๆเลยทีเดียว อย่างนี้ไม้ต้องลงทุนไปเที่ยวด้วยตัวเองแล้วนะคะ มี Guide กิตติมศักดิ์
    ไปเที่ยวชมทั้งครอบครัว แล้วนำภาพพร้อมคำบรรยายมาฝากกันอย่างนี้ ไม่ต้องเสียค่า Taxi ราคา
    แพงมากๆ เก็บตังค์ไว้ซื้อขนมที่เมืองไทยทานได้อีกหลายมื้อ

    อ้อ ….. อ่างอาบน้ำที่พิพิธภัณฑ์ น่ากลัวอย่างที่เห็นจริงๆนะคะ กึ๊ก กึ๊ก กื๋อ !!!

    ขอไปติดตามชม Part 1 และ Part 2 ก่อนนะคะ

    • spiroonyoi says:

      อ่านแล้วเป็นไงบ้างครับ
      แล้วไม่คิดจะเขียนอะไรให้อ่านบ้างเลยเหรอเนี่ย อิอิ

  3. Sanitporn says:

    ป้าลืมเม้นท์เลย ตอนจบป้าเลยอดปฏิบัติหน้าที่เลยค่ะ
    อย่าลืมคารวะป้าด้วยน้าฮ่าๆๆๆๆ
    ไป NZ เที่ยวนี้คุ้มค่าเลยเนอะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s