บันทึกการเดินทางไปออสเตรเลีย

          การเดินทางไปประเทศออสเตรเลียครั้งนี้ เป็น Incentive Trip ที่บริษัทโตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัยจำกัด เป็นผู้ให้การสนับสนุนตลอดรายการ ก็ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง ตั้งแต่เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนต่างประเทศโดยการสนับสนุนของบริษัทนี้มาก็หลายครั้ง ครั้งนี้ถือว่ามีผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกันน้อยที่สุดคือ 27 คนเท่านั้น แต่ก็เป็นกรุ๊ปเล็กๆ ที่ทำให้มีโปรแกรมพิเศษไม่เหมือนโปรแกรมทัวร์ทั่วไปที่เขาจัดกัน และเป็นโปรแกรมที่สร้างความประทับใจได้ไม่น้อยทีเดียว

          วันแรกของการเดินทางเริ่มต้นด้วยการนั่งเครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบินที่ TG475 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 19.15 น. ถึงท่าอากาศยานนครซิดนีย์ (Kingsford Smith International Airport) เวลา 07.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าเวลาในเมืองไทย 3 ชั่วโมง ก็เท่ากับว่าใช้เวลาบินประมาณ 8 ชั่วโมงกับ 45 นาที พอออกมานอกสนามบินก็รับรู้ถึงความเย็นของอากาศได้ทันที เพราะตอนเช้าๆ ขณะนั้นอุณหภูมิอยู่ที่ 12 องศาเซลเซียส สำหรับคนไทยอย่างเราๆ แล้วก็ถือว่าหนาวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ที่รู้สึกหนาวมากก็เพราะเมื่อ 9 ชั่วโมงก่อนหน้านั้นยังสัมผัสอากาศที่ร้อนอบอ้าวจากบ้านเราอยู่เลย

           ออกจากสนามบินได้ ก็นั่งรถบัสเข้าไปในตัวเมืองซิดนีย์ซึ่งเป็นเช้าวันศุกร์ที่เงียบๆ ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเหมือนในกรุงเทพฯ บ้านเรา ที่นี่ต่างกับประเทศเกาหลี หรือประเทศจีนที่เคยไปมา เพราะเขาไม่มีการบังคับให้ต้องใช้ไกด์ท้องถิ่น ก็เลยทำให้รถบัสทั้งคันมีกัน 28 คน ที่เพิ่มขึ้นมาคือคนขับรถบัสนั่นเอง อาหารมื้อแรกหลังจากก้าวเท้าลงผืนแผ่นดินของทวีปออสเตรเลียคือข้าวต้มที่ร้าน Nine Dragons Restaurant ซึ่งเป็นภัตตาคารจีน ตั้งอยู่บนถนน Dixon Street ในย่านที่ถือเป็นไชน่าทาวน์ของซิดนีย์นั่นเอง เสร็จจากอาหารเช้า ก็มุ่งหน้าสู่เมือง Picton ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของซิดนีย์ เมืองนี้เป็นเมืองชนบทซึ่งเชื่อว่าคนไทยน้อยคนที่จะได้มีโอกาสเดินทางไปที่นี่ ถ้าไม่ใช่เฉพาะเจาะจงจะไปพักในฟาร์ม จุดประสงค์ของเราที่เดินทางไป Picton (ชื่อเดียวกับ Picton ที่ Marlborough Sounds ใน New Zealand) ก็เพราะเราจะไปสัมผัสวิถีชีวิตคนชนบทของออสเตรเลียซึ่งทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกพืชผักต่างๆ บนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ เป้าหมายของเราในวันนั้นคือ Mowbray Park Farm ซึ่งอยู่เลยตัวเมือง Picton ไปอีกเล็กน้อย Mowbray Park Farm นี้อยู่บนถนน Barkers Lodge Road ซึ่งก่อนจะถึงทางแยกเข้าสู่ถนน Mowbray Park Road จะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่อาณาบริเวณของ Mowbray Park Farm

           กว่าจะเดินทางมาถึง Mowbray Park Farm ก็เที่ยงพอดี ได้เวลาอาหารกลางวันซึ่งทางฟาร์มจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย หนึ่งในเมนูอาหารมื้อเที่ยงวันนั้นที่ประทับใจคือน่องไก่อบ รสชาติอร่อยมากๆ พร้อมด้วยสลัดผักสดๆ จากฟาร์ม เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยก็เช็คอินเข้าห้องพัก ซึ่งมีทัศนียภาพสวยงามมาก เพราะมองออกไปจากหลังห้องจะเห็นทุ่งหญ้า ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ บ่อน้ำขนาดใหญ่ซึ่งสามารถไปพายเรือแคนูเล่นได้ นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าฟาร์มสเตย์ที่แท้จริง หลังจากเข้าห้องพักเรียบร้อยทางฟาร์มก็จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ กิจกรรมแรกเขาก็พาเราไปดูในฟาร์ม ดูการอนุบาลสัตว์ การรีดนมวัว แล้วยังให้คณะทัวร์ลองหัดรีดนมวัวเองด้วย วันนั้นเลยมีโอกาสได้สัมผัสสัตว์ในฟาร์มอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็มีทั้งวัวนม แกะ แล้วยังมีลามา (Llama – Lama Glama) หลังจากนั้นเขาก็พาไปดูวิธีการฟาดแส้ให้มีเสียงดังเหมือนการจุดปะทัด ซึ่งดูๆ เหมือนง่าย แต่พอลองฟาดเองกว่าจะมีเสียงดังได้ เล่นเอาหอบกันไปตามๆ กัน ต่อจากนั้นก็ได้ดูการสาธิตขว้างบูมเมอแรง (Boomerang) อีกนั่นแหละครับ … เห็นเขาสาธิตแล้วเหมือนง่าย ขว้างไปกี่ครั้งก็บินกลับมาเข้ามือคนขว้างที่เดิมทุกครั้ง แต่พวกเราขว้างๆ มันไม่กลับ แถมยังต้องวิ่งไปเก็บซะไกล (อยากแอบคุยว่า ผมขว้างไป 1 ครั้ง มันบินกลับมาใกล้ๆ ตัวด้วยละ ฟลุ๊คๆ)

           เสร็จการจากชมการสาธิตต่างๆ ที่เล่ามา เขาก็พาเข้าไปในป่าบริเวณเขตฟาร์มของเขา ซึ่งทำเป็นที่เล่นรอบกองไฟ ที่นี่เขาก็สาธิตวิถีชีวิตของชาวออสซี่ดั้งเดิมในชนบท โดยเฉพาะการประกอบอาหาร วันนั้นเขาสาธิตวิธีการต้มชาด้วยกระป๋องหิ้ว หรือที่เขาเรียกว่า Billy Can ชาที่ได้จากการใช้กระป๋องหรือหม้อต้มแบบนี้เขาเรียกว่า Billy Tea พอต้มเดือดได้ที่เขาก็จะเอาหม้อต้มนี้ขึ้นมาเหวี่ยงๆ เหมือนเหวี่ยงลูกตุ้ม เสร็จแล้วก็รินใส่ถ้วยชาแจกจ่ายกัน นอกจาก Billy Tea ที่พูดถึงแล้ว ก็จะมีการสาธิตการปิ้งขนมปังที่เขาเรียกว่า Bush Damper แป้งที่ใช้ทำ Bush Damper นี่หน้าตาก็เหมือนแป้งที่ใช้ทำขนมปัง แต่แทนที่จะเอาไปเข้าเตาอบเหมือนคนในเมือง คนชนบทเขาก็เอามาปิ้งไฟจากถ่านไม้ที่ใช้ต้มชานั่นเอง เรียกว่าในฤดูหนาว นอกจากจะก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นแล้ว ยังใช้ไฟในการต้ม Billy Tea แล้วก็ปิ้ง Bush Damper ไปด้วย ถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย วิธีรับประทาน Bush Damper เขาก็เอา Golden Syrup ซึ่งเข้าใจว่าได้มาจากน้ำตาลที่เอามาเคี่ยวจนเป็นสีน้ำตาลเข้มเหมือนเป็นสีทอง เขาจึงเรียกมันว่า Golden Syrup วันนั้นทุกคนต่างก็สนุกสนานกับการปั้นแป้งขนมปังเสียบไม้แล้วปิ้งไฟกัน เมื่อรับประทานกับ Golden Syrup ที่หอมกรุ่น ตามด้วย Billy Tea แค่นั้นก็เป็นสวรรค์บนดินแล้วครับ

           เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราก็เดินทางออกจาก Mowbray Park Farm มุ่งหน้าสู่เมือง Katoomba (อย่าเผลออ่านเป็นกระทุ่มแบน นะครับ) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซิดนีย์ เป้าหมายที่จะเดินทางไปที่นั่นก็คือชมทัศนียภาพของวนอุทยานแห่งชาติบลูเม้าเท่น (Blue Mountains National Park) กว่าจะเดินทางไปถึงที่หมายก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี ซึ่งก็มีโอกาสได้ทานอาหารที่ Scenic World Blue Mountains ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะชมทัศนียภาพของ Blue Mountains ได้ชัดเจน เขาอ้างกันว่า Blue Mountains นี้ได้ฉายาว่า Grand Canyon of Australia จะจริงเท็จประการใดก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ตัวหุบเขาสีน้ำเงินนี้เกิดจากสีของท้องฟ้าที่สะท้อนจากความมันวาวดุจกระจกเงาของใบยูคาลิปตัสที่ปกคลุมอาณาบริเวณ Blue Mountains ทั้งหมดนั่นเอง แต่ถ้าวันใดท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน Blue Mountains ก็จะเปลี่ยนสีตามท้องฟ้าในยามนั้น

           ณ จุดชมวิว Scenic World Blue Mountains เรายังจะได้เห็นยอดเขาสามพี่น้อง (The Three Sisters) ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันมาว่าเป็นการกลายร่างมาจากหญิงสาวสามพี่น้องชาวอะบอริจิ้น (Aborigine) นอกจากนี้ วันนั้นยังมีโอกาสได้นั่งรถรางไฟฟ้าที่มีความสูงชันมากและแล่นผ่านทะลุหุบเขาลงไปโผล่ยังทางเดินรอบเขาซึ่งเป็นป่าดงดิบที่มีค่าออกซิเจนสูงมาก รถรางนี้ดัดแปลงมาจากรถขนส่งถ่านหินในการทำเหมืองสมัยก่อน ซึ่งก็ยังหลงเหลือร่องรอยของเหมืองและอุปกรณ์ในการทำเหมืองให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากเดินชมธรรมชาติในป่าดงดิบแล้วก็จะได้นั่ง Cable Car ข้ามหุบเขาชมทัศนียภาพของ Blue Mountains แบบ 360 องศาอีกครั้งก่อนกลับขึ้นสู่ Echo Point ของ Scenic World Blue Mountains

           ออกจาก Scenic World Blue Mountains ก็มุ่งหน้ากลับสู่ตัวเมืองซิดนีย์ แต่ก่อนถึงซิดนีย์ก็ได้แวะที่ Koala Park Sanctuary ซึ่งอยู่บนถนนสาย Castle Hill Road แต่โชคไม่ดีที่กว่าจะมาถึงที่นี่ก็เป็นเวลา 17.00 น. แล้ว ตอนนั้นเริ่มจะมืดเลยทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นหมีโคล่าได้ชัดเจน เหมือนตอนกลางวัน เวลาถ่ายรูปก็ต้องอาศัยแสงแฟลซช่วยซึ่งไม่เหมือนแสงจากธรรมชาติ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ชมการสาธิตการตัดขนแกะ และได้สัมผัสกับจิงโจ้อย่างใกล้ชิด

           ต่อจากนั้นก็เดินทางเข้าสู่ที่พักที่โรงแรม Holiday Inn Darling Harbour ซึ่งตั้งอยู่บนถนน Harbour Street อยู่ตรงข้ามกับ Sydney Entertainment Centre และก็จะนอนพักที่นี่ 2 คืนเพื่อท่องเที่ยวในตัวเมืองซิดนีย์ และข้างๆ โรงแรมแห่งนี้มีร้านขายของฝากทุกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะเป็นร้านของคนไทย เพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ชื่อว่าร้านเชอร์รี่ (Cherry) ใครที่ไปถึงออสเตรเลียแล้วไม่รู้จะซื้ออะไรฝากญาติมิตร ถ้าเข้าไปในร้านนี้รับรองได้ครบ ฮ่าๆๆๆ ยกเว้นผม ที่ไม่ได้ซื้ออะไรเลยสักชิ้น เรียกว่า “เที่ยวสนุกจัง ตังค์อยู่ครบ”

           เช้าอีกวันในนครซิดนีย์ วันนี้อากาศแจ่มใสอีกเช่นเคย อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส ถือว่าเย็นกำลังสบาย โปรแกรมแรกของเช้าวันนี้คือไปที่ Mrs. Macquaries Chair ซึ่งเป็นแหลมยื่นลงไปในอ่าว ณ จุดนี้จะเป็นจุดที่มองเห็น Sydney Opera House และ Sydney Harbour Bridge ได้อย่างชัดเจนและสวยงาม และอากาศวันนั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ท้องฟ้าสีครามเข้ม ตัดกับสีขาวของ Opera House จึงทำให้ได้ภาพสวยๆ กลับมาพอสมควร

           หลังจากชมความงามของทัศนียภาพบริเวณนี้แล้วก็ออกเดินทางไปยัง Bondi Beach ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของซิดนีย์ติดกับทะเล Tasman Sea ที่นี่ผู้คนมักนิยมมาเล่นน้ำทะเล เล่นวินด์เซิร์ฟ แล้วก็มานอนอาบแดด ส่วนคณะของเราทำได้แค่มานั่งจิบกาแฟนั่งชมบรรยากาศรอบๆ ชายหาด ซึ่งดูๆ ก็คล้ายๆ หาดพัทยาบ้านเรา แต่ของเขาสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าบ้านเราเยอะ อันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงครับ

           หลังจากจิบกาแฟหอมกรุ่นท่ามกลางแดดจ้าแต่อากาศเย็นๆ ริมหาด Bondi Beach แล้วก็ได้เวลาอาหารกลางวัน จำได้ว่าเขาพาไปรับประทานที่ร้าน Zilver Seafood Restaurant ภายในห้างอะไรสักแห่งบนถนน Pitt Street ย่าน Hay Market หลังจากนั้นก็เดินทางไปยัง Circular Quay ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือ Captain Cook Cruises เพื่อลงเรือชมทัศนียภาพ ซึ่งทำให้ได้เห็น Opera House อย่างใกล้ชิดทุกด้านทุกมุม เรือนี้จะพาลอดใต้สะพาน Sydney Harbour Bridge ในขณะอยู่บนเรือก็จะมองกลับขึ้นมาเห็นปลายแหลมที่เรียกว่า Mrs. Macquaries Chair อีกด้วย ถือว่าคุ้มค่ากับการได้ลงเรือในครั้งนี้ หลังจากใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งบนเรือ Captain Cook Cruises แล้ว ก็ขึ้นฝั่งเพื่อเตรียมตัวรับประทานอาหารค่ำที่ร้าน Tai Foon ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยตั้งอยู่ในห้างฯ ย่านที่เขาเรียกกันว่า Hard Rock Café Sydney อยู่ติดกับ Sydney Convention Centre เป็นย่านที่เก่าแก่ของซิดนีย์ ณ จุดนี้ถ้ามองไปยังฝั่งตรงข้ามของอ่าวจะเห็น Sydney Tower อย่างชัดเจน

           เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Sydney Monorail) ซึ่งจะลัดเลาะไปตามตึกสูงต่างๆ ความกว้างของรถไฟฟ้านี้แถวหนึ่งนั่งได้ 4 ที่นั่ง ก็ถือว่าโอเคเลยทีเดียว เห็นแล้วน่าจะนำมาปรับใช้ในกรุงเทพฯ บ้าง เพราะประหยัดพื้นที่ ไม่บดบังทัศนียภาพเหมือนรถไฟฟ้า BTS ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รถไฟฟ้าก็พาเรามาลงยังใจกลางเมืองซิดนีย์ที่มีห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง David Jones และห้างในตึกเก่าแก่สไตล์วิคตอเรียนอย่าง QVB หรือ Queen Victoria Building ณ บริเวณนี้ ขาช็อปปิ้งทั้งหลายดูจะมีความสุขมาก แต่สำหรับผมก็มีความสุขกับการเดินชมสถาปัตยกรรม และที่สะดุดตาภายใน QVB ก็คือพื้นแต่ละชั้นเขาปูด้วยกระเบื้องโมเสคแผ่นเล็กๆ น่าจะเป็นขนาด 2”X2” ทำเป็นลวดลายสวยงามมากๆ เมื่อทุกคนได้ใช้เงินที่อุตส่าห์แลกมากันสมใจแล้วก็ได้เวลาเก็บกระเป๋าเดินทางกลับเมืองไทยด้วยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG472 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 22.00 น. ของวันที่ 7 พฤษภาคม 2555

           เขียนบันทึกมาถึงตรงนี้ก็เริ่มเมื่อย และก็เชื่อว่าใครอ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็ต้องปวดตาเช่นกัน สำหรับทริปนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่เล่าๆ มา เพราะเป็นทริปสั้นๆ ไม่ได้ออกไปไหนไกลๆ แต่สำหรับผมก็ถือว่าได้หนีร้อนจากเมืองไทยมาพึ่งหนาวที่นี่สักระยะก็โอเคแล้ว ส่วนโอกาสหน้าจะได้กลับมาที่นี่ใหม่หรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่บุญพาวาสนาส่งละครับ ความจริงครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่สองที่ได้มาเที่ยวทวีปออสเตรเลีย ครั้งแรกนั้นไปที่ Melbourne แล้วครั้งนี้มา Sydney ส่วนครั้งต่อไปจะมีโอกาสไปที่ไหนนั้นคงต้องติดตามกันต่อไปครับ

Comments
  1. MOO says:

    แวะมาก่อน เด๋วตามมาอ่านค่ะ

  2. MOO says:

    สุดยอดเลยคุณอา อ่านแล้วเหมือนได้มาเที่ยวเองเลยอ่ะ เก็บรายละเอียดได้ดีมากค่ะ

  3. คนที่คุณรู้ว่าใคร says:

    ไหนรูปที่ว่าจะส่งมาให้ดูล่ะ คุณอา

  4. คนที่คุณรู้ว่าใคร says:

    ก็ที่นัดจะไปที่ชอบๆกันไง คุณอา ฮ่าาาาาาา

    • spiroonyoi says:

      ฮ่าๆๆๆๆ นึกว่าใคร atitaya_jack@yahoo.com นี่เอง
      พี่แจ้เห็นรูปสองคนที่นอนอาบแดดหรือยัง นั่นแค่ตัวอย่างที่ดังมาให้ดูได้
      แต่ที่ให้ดูไม่ได้ เดี๋ยวจะเลือกส่งให้ครับ ภาพอาจจะไม่ค่อยชัดเพราะยิ่งดึงไกลๆ
      มือยิ่งสั่น อิอิ

  5. sirinrat says:

    ฮ่าๆๆโดนใครแกล้งก็ไม่รู้

  6. sirinrat says:

    แต่ยังงัย อย่าลืมส่งรูปให้หมูดูด้วยล่ะ อยากดูๆ

  7. Vaderut says:

    บรรยายได้ยอดเยี่ยม อยากไปออสเตรเลียอีก ชีวิตง่ายๆไม่รีบเร่งดี

    • spiroonyoi says:

      แล้วครั้งที่ผ่านมา หมูไปซิดนีย์มาไม่ใช่เหรอ
      เห็นเหมือนกับที่เราเห็นหรือเปล่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s